กลุ่มชาวพุทธแจ้งจับผู้พิพากษาศาลปกครองฐานร่วมกันปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีไม่รับคดีแจ้งความจุฬาราชมนตรี ออกระเบียบเก็บเงินฮาลาลโดยมิชอบ

10

เมื่อวันที่ 19 ก.ย. ที่ กองปราบปราม นายจรูญ วรรณกสิณานนท์ และทนายพงศ์นรินทร์ อมรรัตนา พร้อมกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน เดิน ทางเข้าพบ ร.ต.อ. รัถย์ศานต์ ประจิตร์ รอง สว.สอบสวน กก.3 บก.ป. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับผู้พิพากษาศาลปกครอง จำนวน 8 คน โดยมีผู้พิพากษาศาลปกครองสูงสุด 5 คน คือ 1.นายมนูญ ปุญญกริยากร 2.นายสมรรถชัย วิศาลาภรณ์ 3.นายประวิตร บุญเทียม 4. นายสมชัย วัฒนการุณ และ 5. นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ รวมทั้งผู้พิพากษาศาลปกครองกลาง 3 คน คือ 1. นายนิทัศน์ แช่มช้อย 2. นายสัมฤทธิ์ อ่อนคำ และ 3.นายคม บูรณวรศิลป์ ฐานร่วมกันปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ฐานวินิจฉัยคดีโดยไร้ความสามารถ และในลักษณะช่วยเหลือผู้กระทำผิด

นายจรูญ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2560 ตนและกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดินได้ยื่นได้ฟ้องจุฬาราชมนตรีและคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยจำนวน 16 คนในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานผู้ใช้อำนาจทางการปกครองตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2543 ได้ออกระเบียบเก็บเงินฮาลาลโดยมิชอบโดยไม่มีอำนาจและเป็นการทุจริตโดยขอให้ศาลมีคำสั่งว่าตรารับรองฮาลาลเป็นสิ่งผิดกฎหมายขอให้เพิกถอนเครื่องหมายฮาลาลดังกล่าวออกจากสินค้าทั่วราชอาณาจักรและขอให้เรียกเก็บคืนสินค้าฮาลาลทั้งหมดออกจากตลาดภายในเวลา 3 เดือน ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ผลิตสินค้าผู้ประกอบการหรือผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายตลอดระยะเวลาที่กระทำความผิดพร้อมดอกเบี้ยในอัตรา 7. 5 ต่อปีนับตั้งแต่วันมีการออกระเบียบโดยมิชอบและขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามมิให้ใช้เครื่องหมายฮาลาลจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

นายจรูญ กล่าวต่อว่า โดยศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา โดยให้เหตุผลไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง แต่เป็นคำสั่งทางศาสนา ตนจึงได้ยื่นฟ้องอุทธรณ์ต่อ ซึ่งศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง แต่ผู้ฟ้องไม่มีสิทธิฟ้องตามมาตรา 42 เพราะไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง จึงเห็นว่าเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมาตรา 42 กำหนดว่าผู้ใดได้รับความเดือนร้อนเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องมาจากกระทำของหน่วยงานทางปกครอง ผู้นั้นมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ ซึ่งตนเองเป็นผู้เสียหายโดยตรงที่เป็นผู้บริโภคสินค้าที่มีตราฮาลาล ที่ผู้ประกอบการได้รวมค่าธรรมเนียมตราฮาลาลในต้นทุนการผลิตแล้ว โดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จึงถือได้ว่าการไม่รับคำร้องดังกล่าวเพื่อพิจารณา ทำให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนคนไทยทุกคน และหน่วยงานรัฐกว่าหมื่นล้านบาท

ด้านพนักงานสอบสวนไม่รับเรื่องไว้ เนื่องจากไม่เข้าหลักเกณฑ์การรับคดีของกองปราบปราม