ผอ.เขตทุ่งครุ เป็นประธานเปิดศูนย์แยกกักตัวผู้ป่วยโควิด 19 ภายในซอยประชาอุทิศ 72 เขตทุ่งครุ

16

วันที่ 27 สิงหาคม 2564 เวลา 14.00 น. นาย ธนาชิต ชูติกาญจน์ ผู้อำนวยการเขตทุ่งครุ เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์แยกกักตัวผู้ป่วยโควิด19 ภายในซอย ประชาอุทิศ 72 พร้อมทั้งผู้แทนจากมูลนิธิโรงพยาบาลอภัยภูเบศรฯ และหน่วยงานเอกชนอีกหลายหน่วยงาน เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการเปิดศูนย์แยกกักตัวผู้ป่วยโควิด19 ในวันนี้ทั้งยังมั่นใจว่าการเปิดศูนย์แยกกักตัวผู้ป่วยนั้นจะสามารถป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด19 ของประชาชนที่อยู่ภายในชุมชนได้อย่างแน่นอน

ซึ่งศูนย์แยกกักตัวผู้ป่วยแห่งนี้ตั้งอยู่ภายในมัสยิดเนียะมะตุลลอฮ์ ซอย ประชาอุทิศ72 แขวง ทุ่งครุ เขต ทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร โดยศูนย์แยกกักแห่งนี้สามารถรองรับผู้ป่วยที่เป็นสีเขียว เท่านั้นซึ่งเป็นผู้ป่วยที่อาการยังไม่รุนแรงเท่าไหร่หรือผู้ที่เริ่มที่จะติดเชื้อโควิด19 และภายในศูนย์แห่งนี้จะแยกโซนผู้หญิงผู้ชาย อย่างชัดเจน ผู้ป่วยชายจะให้ไปอยู่ชั้นบน ส่วนผู้ป่วยหญิงจะอยู่ด้านล่างของอาคารแห่งนี้ อีกทั้งชาวบ้านภายในชุมชนแห่งนี้จะเป็นผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม ถ้าได้มาแยกกักตัวอยู่ภายในศูนย์แห่งนี้ก็จะมีกำลังใจที่ดีขึ้น เเละเวลาที่จะละหมาดก็จะสะดวกสบายมากขึ้นอีกด้วย ความเชื่อทางศาสนาจะช่วยเป็นเครื่องบำบัดจิตใจได้อีกแล้วจะทำให้ผู้ป่วยมีกำลังใจที่ดีขึ้น ส่วนทางศูนย์แห่งนี้จะมียาสมุนไพรให้รับประทานกันทุกๆคน ในส่วนของเรื่องยาสมุนไพรไทยที่นำมาให้ผู้ป่วยได้ทานกันนั้นจะเป็นยาที่ผ่านมาตรฐานจาก อย. การจัดทำศูนย์แยกกักตัวแห่งนี้เนื่องจากประชาชนที่ติดเชื้อจากโควิด19 แล้วต้องทำการแยกจากครอบครัวทันทีแต่ไม่สามารถหาที่กักตัวได้ก็สามารมาพักรักษาตัวได้ที่นี้ ด้านในจะมีการรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง มีกล้องวงจรปิดทุกมุมห้อง และมีเตียงนอน พัดลม เครื่องฟอกอากาศอย่างดี ซึ่งได้รับจากหน่วยงานเอกชน และประชาชนเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเงินทางภาครัฐเลย ตรงนี้ถือว่าประหยัดงบประมาณของภาครัฐไปได้เยอะมาก

จากการสอบถาม นางสาวรสนา โตสิตระกูล กล่าวว่า ตนเองเป็นกรรมการมูลนิธิสุขภาพไทย และเป็นตัวแทนของทางโรงพยาบาลอภัยภูเบศรฯ ศูนย์แยกกักภายในชุมชนแห่งนี้เป็นศูนย์ขนาดเล็ก ซึ่งมีเตียงทั้งหมดอยู่ 30 เตียง ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้ป่วยชาวมุสลิม ซึ่งมีความลำบากถึงเรื่องของอาหารการกิน และเป็นต้นแบบของศูนย์พักคอยภายในชุมชน ซึ่งศูนย์แห่งนี้ไม่ได้อยู่ในระบบ ซึ่งเขายอมสละที่จะไม่ใช่งบประมาณของทางภาครัฐแต่เลือกที่จะรักษาตนเองด้วยวิธีของการแพทย์แผนไทย นี่ก็ถือว่าเป็นการช่วยเหลือจากองค์กรภาคประชาสังคม ซึ่งได้สนับสนุนในเรื่องของยาสมุนไพรชนิดต่างๆที่สามารถใช้รักษาผู้ป่วยจากโควิด19 ได้และที่นี้ก็จะเป็นที่แรกที่จะมีหมอจากแพทย์แผนไทยมาให้การดูแลแทนหมอแผนปัจจุบัน ส่วนถ้าคนไข้เปลี่ยนจากสีเขียว เป็นสีเหลือง และสีแดง ก็จะมีทางสำนักงานเขตจะเป็นผู้ประสานงานต่อไปอีกตามขั้นตอนต่อไป

ส่วนทางด้าน ดร.ชลิต ศรีสมาน อายุ 37 ปี รักษาการอิหมั่มมัสยิส กล่าวว่า มัสยิดคือสถานที่ต้อนรับทุกคนอยู่แล้วในการเข้ามาปฏิบัติศาสนกิจหรือในการทำกิจกรรมต่างๆ แต่เนื่องด้วยจากตอนนี้ได้มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด19 เข้ามาก็จะทำให้การปฏิบัติศาสนกิจต้องถูกระงับไป ทางคณะกรรมการจึงเล็งเห็นถึงเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และได้เป็นผู้ป่วยติดเชื้อจากโรคระบาดในครั้งนี้ จึงได้เปิดให้มัสยิดแห่งนี้เป็นศูนย์แยกกัก เพื่อที่จะให้ผู้ป่วยที่เป็นผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามได้อยู่ใกล้ชิดกับกัลยานิมิต แล้วได้อยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประกอบกับได้รักษาโรคด้วยสมุนไพร ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของคนไทยอีกด้วย