เผยพบหลักฐานสำคัญหลายชิ้นยืนยัน “ดินแดนสุวรรณภูมิ” มีอยู่จริง

10

นพ.บัญชา พงษ์พานิช ผอ.สถาบันสุวรรณภูมิศึกษา วิทยาสถานด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย (ธัชชา) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) กล่าวในการวิจัยเสวนา ครั้งที่ 1 เรื่อง เส้นทางอารยธรรมสุวรรณภูมิและร่องรอยภูมิหลังทวารวดี จัดโดยหลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ร่วมกับสถาบันสุวรรณภูมิศึกษา เมื่อเร็วๆ นี้

ว่าการศึกษาถึงการมีอยู่ของดินแดนสุวรรณภูมินั้น ตนได้ทบทวนเอกสารทั้งของไทย และนานาชาติ ที่เคยมีการศึกษาไว้ โดยพบว่าเมื่อประมาณกว่า 100 ปีที่ผ่านมา สมัย ร.4 ทรงเคยศึกษาไว้ เห็นว่าสุวรรณภูมิมีจริง อยู่ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ระหว่างอินเดียกับจีน แยกเป็น 2 ศูนย์ คือ ด้านการค้า และด้านพระพุทธศาสนา แต่ยังขาดหลักฐานที่ยืนยันอย่างชัดเจน ขณะที่การศึกษาของต่างประเทศสรุปว่า เชื่อได้ว่าดินแดนสุวรรณภูมิมีเมื่อ 2,000 ปีมาแล้ว อยู่ในยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์ มีการค้าเป็นปัจจัยหลัก และพระพุทธศาสนามีบทบาทมาก ทั้งมีการขุดค้นทางโบราณคดีพบหลักฐานเพิ่มขึ้นมากในเมียนมาร์ ไทย มาเลเซีย เวียดนาม อินเดีย และจีน พบหลักฐานที่เก่าแก่ถึงสมัยพุทธศตวรรษที่ 2 ที่อาจบ่งบอกถึงดินแดนสุวรรณภูมิได้

นพ.บัญชา กล่าวต่อไปว่า ต่อมาเมื่อปี 2561 ได้รวบรวมข้อมูลล่าสุดจากนักวิชาการต่างๆ พบข้อมูลหลักฐานสนับสนุนที่ระบุว่าพบดินแดนสุวรรณภูมิในพื้นที่ 1.บริเวณคอคอดกระและตอนบนของคาบสมุทรไทยและตะวันตกของอ่าวไทย 2.ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมาเลเซีย 3.ทางตอนใต้ของเมียนมาร์และตะวันตกของไทย 4.บริเวณปากแม่น้ำโขงในกัมพูชาและเวียดนาม เชื่อมลุ่มน้ำบางปะกง เจ้าพระยา และป่าสัก 5.บริเวณอ่าวเมาะตะมะ ถึงลุ่มน้ำชีข้ามออกตอนกลางของเวียดนามแถบดานัง-เว้ โดยได้มีการค้นพบโบราณวัตถุสำคัญจำนวนมาก เช่น ลูกปัดโบราณ วงแหวนเมารยะ (ราชวงศ์โบราณของอินเดีย)

ซึ่งในโลกพบเพียง 30 ชิ้น ทั้งหมดพบในอินเดีย มีเพียงชิ้นเดียวที่พบในประเทศไทย ในพื้นที่จ.ชุมพร เมื่อปี 2560 ถือเป็นการค้นพบที่สำคัญของโลก ทั้งยังพบโบราณวัตถุอีกหลายชิ้นจากยุคอินเดียโบราณ เช่น เงินตราหาปนะ ผอบพระบรมสารีริกธาตุ รวมไปถึงโบราณวัตถุที่มีการสลักรูปนักรบโรมัน กษัตริย์ในยุคโรมัน จึงเกิดเป็นประเด็นคำถามว่ามาพบในพื้นที่ประเทศไทยได้อย่างไร ซึ่งจำเป็นจะต้องศึกษาค้นคว้าต่อไป ซึ่งจากข้อมูล หลักฐานการค้นพบดังกล่าว นำไปสู่การจัดตั้งสถาบันสุวรรณภูมิศึกษา โดยจะศึกษาและร่วมมือกับประเทศในแถบอาเซียน เพื่อเดินหน้าศึกษาถึงที่ตั้งของดินแดนสุวรรณภูมิที่แท้จริงต่อไป