ต้องทำตาม เขากระโดงทำพิษ สั่ง ป.ป.ช. มำตามคำสั่งศาล

43

ป.ป.ช.ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาและ บังคับใช้กฎหมาย กับผู้ที่เกี่ยวข้อง กรณีเขากระโดง

นายณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ประธานมูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต ได้เปิดเผยว่า
“ตามที่ ศาลฎีกามีคำพิพากษาในหมายเลขคดีแดงที่ ๘๔๒-๘๖๗/๒๕๖๐ และหมายเลขคดีแดงที่ ๘๐๒๗/๒๕๖๓ ให้ที่ดินตำบลเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ กิโลเมตรที่ ๓๗๕-๖๕๐ เป็นส่วนหนึ่งของพระราชกฤษฎีกา กำหนดเป็นเขตก่อสร้างทางรถไฟต่อจากจังหวัดนครราชสีมาถึงจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน ๑๙๔ ไร่ ตกเป็นพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย แล้วนั้น”

“จากคำพิพากษาของศาลซึ่งมิอาจจะก้าวล่วงได้ และจากผลการวินิจฉัยของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติในหมายเลขคดีดำ ป.ป.ช.ที่ ๕๑๙๑๐๐๓๔ และ หมายเลขคดีแดง ป.ป.ช.ที่ ๑๔๙๕๙๐๕๔ ได้ปรากฏข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้ ๑.ผู้ดำเนินการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวข้างต้น ๒.ผู้เข้าครอบครองที่ดินของรัฐ ๓.ผู้เข้าดำเนินกิจการพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินของรัฐ และ ๔.ผู้สนับสนุนงบประมาณโครงการซึ่งเอกชนประกอบกิจการในที่ดินของรัฐ อาทิเช่น บริษัท จำกัด, สนามฝึกซ้อมและแข่งขันกีฬา ป.ป.ช.ต้องบังคับใช้กฎหมายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล”

“ทางมูลนิธิฯ ได้ส่งหนังสือถึงประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้บังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งความเดิมอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้อนุมัติงบประมาณสนับสนุนสนามกีฬาในเขตพื้นที่พิพาท ต่อเมื่อก่อนหน้านี้ ป.ป.ช.มีคำวินิจฉัยให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย และปัจจุบันคำพิพากษาศาลของศาลได้เป็นที่สิ้นสุด ดังนั้น ป.ป.ช ต้องดำเนินการติดตามงบประมาณดังกล่าวหรืออาจต้องให้นำกลับคืนแก่รัฐ พร้อมดำเนินการตั้งคณะอณุกรรมการไต่สวนและบังคับใช้กฎหมายพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๖๑ มาตรา ๙๙ มาตรา ๑๐๐ มาตรา ๑๒๖ มาตรา๑๒๗ มาตรา ๑๒๘ มาตรา ๑๕๗ และมาตรา ๑๖๑ กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ต่อไป”