สื่อออสซี่ ยำเละ รัฐมนตรีไทย เคยติดคุกค้าเฮโรอีน 4 ปี แชร์กระหน่ำเต็มโซเชียล

20

หนังสือพิมพ์ซิดนีย์ มอร์นิง เฮรัลด์ (SMH) สื่อออสเตรเลีย ตีพิมพ์บทความเรื่อง From sinister to minister: politician’s drug trafficking jail time revealed (จากผู้ร้ายกลายเป็นรัฐมนตรี: เปิดโปงโทษจำคุกคดียาเสพติดของนักการเมือง)

ในช่วงปี 1993 ร.อ.มนัส โพธิ์พรหม’ (Manat Bophlom) ถูกศาลตัดสินจำคุก 4 ปี ที่ เรือนจำพาร์คลีย์ ของ นครซิดนีย์ ในข้อหาร่วมกันลักลอบขนเฮโรอีนเข้าประเทศ

ร.ต.มนัส วัย 27 ปี เป็นทหารยศร้อยตรีจากกรุงเทพฯ ถูกนำตัวขึ้น ศาลแขวงรัฐนิวเซาท์เวลส์ เมื่อวันที่ 16 เม.ย.1993 พร้อมกับ นายศรศาสตร์ เทียมทัศน์ วัย 39 ปี สัญชาติไทย นายแซม แคลาบรีส ชาวออสเตรเลีย จาก บอนไดบีช และนายมาริโอ คอนสแตนติโน จากร็อกเดล ในคดีที่ถูกจับกุม ข้อหาร่วมกันลักลอบขนยาเสพติดเข้าออสเตรเลีย และพบของกลางเป็นเฮโรอีน 3.2 กิโลกรัม มูลค่าราว 4.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในห้องพักโรงแรมแห่งหนึ่งที่ซิดนีย์

แม้ ร.ต.มนัสจะให้การว่า เขาไม่รู้ด้วยว่าสิ่งที่นำเข้ามาในออสเตรเลียเป็นเฮโรอีน แต่เอกสารประกอบการสืบสวนของ ศาลออสเตรเลีย ระบุว่า เขาเป็นผู้จัดหาหลักในไทย และมีส่วนร่วมกับ นายศรศาสตร์ ดำเนินการเรื่องวีซ่าและซื้อตั๋วเครื่องบินของสายการบินแควนตัส ให้กับผู้หญิงไทยอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้รับหน้าที่ลอบขนเฮโรอีนเข้าประเทศออสเตรเลีย และเป็นผู้ช่วยเหลือในการนำยาเสพติดไปส่งให้แก่ผู้ซื้อชาวออสเตรเลียที่โรงแรมในย่านบอนไดบีช

ผู้หญิงที่รับขนยาเสพติดในเหตุการณ์ที่นำไปสู่การจับกุม ร.ต.มนัส และนายศรศาสตร์ มีชื่อเล่นว่า ปลา การขนส่งเฮโรอีนเริ่มขึ้น เมื่อวันที่ 8 เม.ย.1993 ซึ่ง นายศรศาสตร์ เป็นผู้เดินทางไปยัง ออสเตรเลีย เป็นคนแรก และได้เข้าพักที่โรงแรมพาเลจ บอนได ในนครซิดนีย์ หลังจากนั้นสองวัน ปลา จึงเดินทางไปยังออสเตรเลีย แต่ นายศรศาสตร์ไม่พบเธอที่สนามบิน จึงได้โทรศัพท์ไปคุยกับ ร.ต.มนัส ที่ยังอยู่ประเทศไทย

ในเวลาต่อมา ผู้หญิงชื่อปลาได้ติดต่อกลับไปยังศรศาสตร์ โดยระบุว่าเธอเข้าพักที่โรงแรมกาซีโบในย่านคิงส์ครอส แต่ของที่ขนมาด้วยอยู่ในห้อง 713 โรงแรมพาร์ครอแยล ในย่านดาร์ลิงฮาร์เบอร์ ซึ่งในช่วงที่ของไม่ได้อยู่กับปลานี้เอง ที่ตำรวจออสเตรเลีย มีโอกาสแกะรอยและติดตั้งอุปกรณ์ดักฟังในกระเป๋าบรรจุเฮโรอีนที่เป็นของกลาง

เมื่อ นายศรศาสตร์ ไปพบกับปลา เขาได้รับกุญแจห้องและกล่องไม้ขีดซึ่งระบุที่อยู่ของโรงแรมพาร์ครอแยล และในวันที่ 14 เม.ย.1993 ร.ต.มนัสเดินทางมาถึงออสเตรเลียเป็นคนที่ 3 ส่วนอดีตทหารชื่อ ‘มานพ’ หนึ่งในผู้สมรู้ร่วมคิดที่สำคัญอีกรายหนึ่ง เปลี่ยนใจไม่ไปออสเตรเลีย หลังจากศรศาสตร์ไม่พบผู้หญิงชื่อปาที่สนามบิน

หลังจากที่ศรศาสตร์พบกับ ร.ต.มนัส ที่โรงแรมพาเลจ ทั้งสองคนได้ขึ้นรถแท็กซี่ไปยังโรงแรมพาร์ครอแยลเพื่อไปรับของที่ปาขนมา และ ร.ต.มนัสเป็นผู้เข้าไปเอากระเป๋ายาเสพติดที่ซ่อนไว้ใต้เตียงในห้อง 713 มาไว้กับตัว จากนั้นทั้งสองคนจึงย้อนกลับไปที่โรงแรมพาเลจ และข้อความที่ตำรวจออสเตรเลียดักฟังในตอนนี้บ่งชี้ว่า ร.ต.มนัสพูดกับนายศรศาสตร์ว่า “ของอยู่กับเรานานๆ แบบนี้ไม่ดีแน่”

ตำรวจออสเตรเลียรอจนกระทั่งคอนสแตนติโนและแคลาบรีสมาถึงจุดนัดพบกับ ร.ต.มนัสและศรศาสตร์ ทั้งหมดพูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง จนกระทั่งหลังเที่ยงคืนวันดังกล่าว เจ้าหน้าที่ทีมปฏิบัติการโดรฟเวอร์ ซึ่งติดตามความเคลื่อนไหวของคนทั้งหมดมานานกว่าสัปดาห์ จึงได้นำกำลังบุกเข้าไปในห้องพักเพื่อจับกุม พร้อมแจ้งข้อหาแก่ ร.ต.มนัส, ศรศาสตร์, คอนสแตนติโน และแคลาบรีส ในข้อหาสมคบกันนำเข้าเฮโรอีน และไม่อนุญาตให้ประกันตัว

กระบวนการไต่สวนดำเนินการอยู่นานหลายเดือน โดยนายศรศาสตร์รับสารภาพเป็นคนแรกในเดือน พ.ย.1993 ขณะที่ ร.ต.มนัสยืนยันว่าจะต่อสู้ในชั้นศาล แต่เมื่อมีการเสนอบทลงโทษจำคุก 9 ปี ร.ต.มนัสจึงได้ยินยอมให้ปากคำที่เป็นประโยชน์ต่อการสอบสวนคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และยอมรับสารภาพ โดยระบุว่าจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอดีตนายทหารที่ชื่อ ‘วีระ’ โดยอ้างว่าวีระเกี่ยวพันกับการสั่งฆ่าคน

ในที่สุด ศาลพิพากษาจำคุก ร.ต.มนัสและนายศรศาสตร์เป็นเวลา 6 ปี โดยกำหนดให้จำคุกแบบห้ามปล่อยตัวก่อนกำหนดเป็นเวลา 4 ปี ขณะที่คอนสแตนติโนถูกลงโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน แต่แคลาบรีสพ้นข้อกล่าวหา เพราะให้การที่เป็นประโยชน์ต่อการสอบสวนคดี

แม้ว่า ร.ต.มนัสกับนายศรศาสตร์จะพยายามยื่นเรื่องอุทธรณ์คำตัดสินลงโทษดังกล่าว แต่ศาลอุทธรณ์ยกคำร้อง โดยให้เหตุผลว่ามีหลักฐานบ่งชี้ชัดเจนว่าจำเลยมีบทบาทในการขนเฮโรอีน และเป็นผู้จัดหาหลักในประเทศไทย

หลังจากจำคุกได้ 4 ปี ทั้งสองคนก็ได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำพาร์คลีย์เมื่อวันที่ 14 เม.ย.1997 และทางการออสเตรเลียสั่งเนรเทศออกนอกประเทศโดยทันที