พงส.สน มีนบุรี สรุปสำนวนฟ้อง “ทนายตั้ม” ต่ออัยการฯ แล้ว ฐานปลอมลายเซ็น เพื่อให้ศาล ลดโทษคดียาเสพติด “เอมี่-อาเมเรีย จาคอป”

19

วันที่ 10 มิถุนายน 2564 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) : ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดี นายษิทรา เบี้ยบังเกิด ทนายความ นายไชย์พล วิภา หรือ ลุงพล ผู้ต้องหาคดีการเสียชีวิตอย่างปริศนาของน้องชมพู่ ซึ่งเคยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.มีนบุรี จับกุมตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2562 จากกรณีมีเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สน.ศาลาแดง ซึ่งเป็นผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.มีนบุรี ว่า ถูกนำเอกสารบัตรข้าราชการตำรวจไปปลอมแปลงลายเซ็น เพื่อใช้ในการยื่นต่อศาลในการขอลดโทษ พ.ร.บ.ยาเสพติด มาตรา 100/2 ในคดี น.ส.อาเมเรีย จาคอป หรือ เอมี่ อดีตนางเอกสาวชื่อดัง ตกเป็นจำเลย จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้สืบสวนเรื่อยมาจนกระทั่งศาลจังหวัดมีนบุรี ได้อนุมัติหมายจับนายษิทราฯ ตามมาตรา 180 “ผู้ใดนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี”

กระทั่งต่อมา วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 พ.ต.อ.ถนัด นักธรรม ผกก.สส.บก.น.3 พร้อมกำลังตำรวจฝ่ายสืบสวนบก.น.3 และตำรวจ สน.มีนบุรี นำหมายจับศาลจังหวัดมีนบุรี ได้เข้าจับกุมตัวนายษิทราฯ โดยสามารถจับกุมได้ที่สำนักงานกฎหมาย ษิทรา เบี้ยบังเกิด ถนนเศรษฐกิจ ต.คลองมะเดื่อ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวมาที่ สน.มีนบุรี ก่อนจะประกันตัวออกมาสู้คดี

ซึ่งล่าสุดวันนี้ วันที่ 10 มิ.ย.64 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางพนักงานสอบสวน สน.มีนบุรี ได้สรุปสำนวนส่งให้กับพนักงานอัยการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคาดว่าพนักงานอัยการจะมีความเห็นสั่งฟ้องนายษิทราฯ ต่อศาลมีนบุรี ในเร็วๆ นี้ เกี่ยวกับความผิดตามมาตรา 180 ผู้ใดนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี ถ้าเป็นพยานหลักฐานในข้อสำคัญในคดีนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับคดีดังกล่าวนี้สืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 ได้มี ด.ต.สิทธิศักดิ์ สุทธิประสิทธิ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.ศาลาแดง ผู้กล่าวหา ได้มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.มีนบุรี ให้ดำเนินคดีกับนายษิทรา เบี้ยบังเกิด กับพวกรวม 4 คน คือ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด (ทนายตั้ม) ผู้ต้องหาที่ 1,นายอาคม คงสวัสดิ์ ผู้ต้องหาที่ 2,นายปุณยวัจน์ หิรัณย์เตชะ ผู้ต้องหาที่ 3 และ นายทอมมี่ จาคอป ผู้ต้องหาที่ 4 ในฐานความผิด ร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารปลอมในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาในกรณีแห่งข้อหาว่าผู้ใดกระทำความผิดที่มีระวางโทษถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต

ซึ่งคดีดังกล่าวก่อนเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุมตัวนายปุณยวัจน์ หิรัณย์เตชะ และ น.ส.อาเมเรีย จาคอป ในคดีร่วมกันครอบครองยาเสพติดฯ ส่งพนักงานสอบสวน สน.สายไหม ดำเนินคดีหลัง จากนั้นได้ส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการ และมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองไปยังศาลจังหวัดมีนบุรี และศาลจังหวัดมีนบุรีได้มีคำสั่งลงโทษจำคุก นายปุณยวัจน์ มีกำหนด 25 ปี ส่วน น.ส.อาเมเรียฯ ยกฟ้องในฐานความผิดร่วมกันครอบครองยาเสพติดฯ

ต่อมามีการเสนอข่าวเรื่องมีการวิ่งเต้นล้มคดี และทำเรื่องมาตรา 100/2 ของ พ.ร.บ.ยาเสพติดฯ ทำให้ผู้กล่าวหาในคดีนี้ได้ถูกดำเนินการทางวินัยว่าได้มีการนำสำเนาบันทึกการจับกุม ผู้ต้องหารายหนึ่ง พร้อมด้วยของกลางยาบ้า จำนวน 40,000 เม็ด โดย ด.ต.สิทธิศักดิ์ฯ เป็นผู้ร่วมจับกุม พร้อมด้วยสำเนา บัตรข้าราชการที่มีการรับรองสำเนาถูกต้องยื่นต่อศาลจังหวัดมีนบุรี แล้วให้นายปุณยวัจน์ฯ เบิกความว่า เป็นผู้ให้ข้อมูลรายสำคัญกับ ด.ต.สิทธิศักดิ์ฯ จนเป็นเหตุให้มีการจับกุมนายศุภกิจฯ

ซึ่ง ด.ต.สิทธิศักดิ์ฯ ผู้กล่าวหา ไม่เคยรู้จักกับกลุ่มผู้ต้องหานี้และไม่เคยนำสำเนาบันทึกจับกุมนายศุภกิจฯ และสำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการไปให้กลุ่มผู้ต้องหา แต่อย่างใด เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหายจึงได้มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอมในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน

ทั้งนี้ในขณะที่นายปุณยวัจน์ฯ และ น.ส.อาเมเรียฯ ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำพิเศษมีนบุรี นายษิทราฯ ผู้ต้องหาที่ 1 ได้เป็นทนายความของ น.ส.อาเมเรียฯ และนายชัยวัฒน์ เดชปทุม เป็นทนายความของนายปุณยวัจน์ฯ และตรวจสอบการเยี่ยมผู้ต้องหา ทั้งสองพบว่า มีการพูดคุยกันในทางคดียาเสพติดเกี่ยวกับการหาข้อมูลการขยายผลจับกุมผู้ต้องหาเกี่ยวกับยาเสพติดที่มีปริมาณมากเพื่อมาช่วยเหลือเพื่อให้ศาลได้พิจารณาลดโทษให้ นายปุณยวัจน์ฯ

ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2561 เป็นวันนัดสืบพยานจำเลย นายอาคมฯ,นายษิทราฯ, นายศักดิ์ชัย พันธ์รอด และนายทอมมี่ฯ บิดา มารดาของ น.ส.อาเมเรียฯ ได้มาที่ห้องพิจารณา คดีที่ศาลจังหวัดมีนบุรี ระหว่างนั้นได้มีหญิงไทยไม่ทราบชื่อนามสกุลได้นำเอกสารสำเนาบันทึกจับกุมและสำเนาบัตรข้าราชการของ ด.ต.สิทธิ์ศักดิ์ฯ ใส่ในซองสีน้ำตาลส่งให้นายปุณยวัจน์ฯ แล้วนายปุณยวัจน์ฯ ได้นำซองสีน้ำตาลดังกล่าวให้นายอาคมฯ ซึ่งทำหน้าที่เป็นทนายความของนายปุณยวัจน์ฯ และนายอาคมฯ ได้ยื่นเอกสารดังกล่าว ศาลหวัดมีนบุรี มีการสีบพยานนายปุณยวัจน์ฯ กับการขยายผลจับกุมยาเสพติดรายดังกล่าวว่าเป็นผู้ขอให้ข้อมูลมาตรา 100/2 จนกระทั่งมีการจับกุมผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญ

Cr.สำนักข่าวไทยแทบลอยด์
สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน