ขุมทองการค้าแห่งอนาคต“พาณิชย์”เจาะยุทธศาสตร์อี-คอมเมิร์ซภาคเหนือเชื่อมจีน

14

“พาณิชย์” จับมือ MOC Biz Club 17 จังหวัดภาคเหนือเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ดึงนักลงทุนจาก GMS โดยเฉพาะจีนค้าขายผ่านอี-คอมเมิร์ซ

เพราะภาคเหนือของไทยเป็นชัยภูมิทองคำ ซึ่งมีพื้นที่ และความสัมพันธ์ทางการค้า ใกล้ชิดกับหลากหลายประเทศ โดยเฉพาะตลาดใหญ่อย่างประเทศจีน อีกทั้งยังโอบล้อมด้วยเพื่อนบ้านประเทศในกลุ่ม อินโดจีนอย่าง ลาว และพม่า รวมถึงประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นชัยภูมิทางการค้าที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะเรื่อของการค้าในโลกยุคใหม่ การค้าในโลกยุคอีคอมเมิร์ซ

การเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการไทยในพื้นที่ ด้วยการเสริมสร้างศักยภาพในด้านต่างๆ เพื่อให้พร้อมสำหรับการค้าขายในโลกยุคไร้พรมแดนจึงเป็นเรื่องสำคัญ และกระทรวงพาณิชย์ก็เร่งสร้างแนวทางเพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทย มีความพร้อม ที่อาจนำมาซึ่งความได้เปรียบสำหรับการค้าขายผ่านพื้นที่ภาคเหนือ รวมถึงยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นต่อเนื่อง จับมือ MOC Biz Club 17 จังหวัดภาคเหนือ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในลักษณะภาคีเครือข่าย เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างประเทศ ดึงนักลงทุนจาก GMS (Greater Mekong Subregion : อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ) โดยเฉพาะจีนค้าขายผ่านช่องทางอี-คอมเมิร์ซ พร้อมจัดประชุมระดับนานาชาติกำหนดมาตรฐาน ขอบเขต ข้อจำกัด และการเจรจาธุรกิจดึงผู้ซื้อและผู้ขายมาพบกัน…ต่อยอดเชื่อมโยงการค้า ณ จังหวัดเชียงราย เบื้องต้นเกิดมูลค่าการเจรจาธุรกิจกว่า 100 ล้านบาท

นางลลิดา จิวะนันทประวัติ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “เมื่อเร็วๆ นี้ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์) ได้มอบหมายให้เข้าร่วมการประชุมนานาชาติเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ GMS 2019 GMS-THAILAND e-Commerce Corridor (GTEC) ณ โรงแรมเฮอริเทจ จ.เชียงราย โดยกระทรวงพาณิชย์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย ได้ร่วมมือกับ MOC Biz Club 17 จังหวัดภาคเหนือ และหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องในลักษณะภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) ตัวแทนผู้ประกอบการ e-Commerce จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน สมาคมมิตรภาพไทย-เซินเจิ้น สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จ.เชียงราย สภาการค้าต่างประเทศในกลุ่มประเทศ GMS หอการค้า จ.เชียงราย วิทยาลัยนานาชาตินวัตกรรมดิจิทัล ม.เชียงใหม่ ฯลฯ จัดประชุมนานาชาติฯ เพื่อเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างประเทศ ดึงนักลงทุนจาก GMS (Greater Mekong Subregion : อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ) โดยเฉพาะจีนมาทำการค้าขายผ่านช่องทางอี-คอมเมิร์ซ รวมถึงการกำหนดมาตรฐาน ขอบเขต ข้อจำกัดทางการค้า และการเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายเพื่อให้ความร่วมมือทางการค้าที่กำลังจะเกิดขึ้นเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน”

นางลลิดา จิวะนันทประวัติ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

“ภายในงานได้มีการจัดแสดงสินค้าและนำผลิตภัณฑ์ชุมชนคุณภาพดีที่ได้รับการคัดสรรเป็นอย่างดีจาก 17 จังหวัดภาคเหนือของไทยกว่า 100 ราย มาเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการภายในแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่จากสาธารณรัฐประชาชนจีน คือ บริษัท เป่ยเตี้ยน (Beidian) ที่ได้นำผู้ประกอบการใน www.beidian88.com มากกว่า 30 ร้านค้า และกลุ่มแครอท มอลล์ (Carrot Mall) ห้างสรรพสินค้าชื่อดังของจีนที่ทำตลาดทั้งรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ เข้าร่วมพบปะ/เจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ชุมชน และผู้ประกอบการ MOC Biz Club 17 จังหวัดภาคเหนือ หลังเสร็จสิ้นงานฯ เกิดมูลค่าการเจรจาธุรกิจกว่า 100 ล้านบาท”รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าว

นอกจากการแสดงสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชนแล้ว เรื่องของการเจรจาพบปะทางธุรกิจก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ เพราะพื้นที่ภาคเหนือเป็นพื้นที่ซึ่งมีความพร้อมในด้านระบบลอจิสติกส์ และเป็นทางเชื่อมผ่านของเส้นทางการขนส่งสินค้าทั้งจากไทยไปประเทศเพื่อนบ้าน และจากประเทศเพื่อนบ้านมายังประเทศไทย การได้ “คู่ค้า” หรือการแลกเปลี่ยนทางการค้าระหว่างกันจะเป็นการเปิดเส้นทางสู่การนำเข้าและส่งออกสินค้าหลากหลายมากขึ้น รวมไปถึงเรื่องของวัตถุดิบ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาคุณภาพสินค้าของกันและกัน

รองอธิบดีฯ กล่าวอีกว่า “นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมเพื่อการพัฒนาผู้ประกอบการสินค้าชุมชนที่อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมสู่การเจรจาธุรกิจในอนาคตในรูปแบบของการให้คำปรึกษาเฉพาะ (Clinic) รวมถึง การจัดเสวนาหัวข้อ “มุมมองและโอกาสบนเส้นทางระเบียง GTEC” “การพัฒนาสินค้าไทยให้ตอบโจทย์ตลาดอี-คอมเมิร์ซในประเทศจีน” โดยผู้ประกอบการจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นต้น”

นางลลิดา จิวะนันทประวัติ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ (กลาง)

“ในอนาคตจะมีการเชื่อมโยงโครงข่ายผู้ประกอบการชุมชนจากทั่วประเทศไทยเข้ากับภูมิภาคอาเซียน  (CLMVT) ในลักษณะโครงข่ายระเบียงเศรษฐกิจดิจิทัลรูปแบบใหม่ โดยใช้ระบบอี-คอมเมิร์ซเป็นตัวเชื่อมระบบการค้าทั้งหมด และจะมีการนำ “เถาเป่าโมเดล” ของจีน มาเป็นต้นแบบในการวางรากฐานเพื่อสร้างเป็นชุมชนอี-คอมเมิร์ซในประเทศ ซึ่งจะให้ระบบการค้าขายผ่านช่องทางออนไลน์ของไทยมีประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถแก้ปัญหาความยากจนภายในประเทศระยะยาว ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่จะทำการค้าขายกับประเทศจีนหรือประเทศอื่นๆ ต้องมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาดมากที่สุด มีระบบการจ่ายเงิน (e-Payment) ที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ตลอดจนมีการระบบการขนส่งสินค้า (Logistic) ที่รวดเร็ว และที่สำคัญต้องมีความเป็นมืออาชีพในการประกอบธุรกิจ และมีความซื่อสัตย์สุจริตทั้งต่อตนเองและคู่ค้า”

“ในช่วงปลายปีนี้ จะมีการจัดกิจกรรมฯ ดังกล่าวอีกครั้ง โดยจะมีการเชิญผู้ประกอบการจากประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มาเจรจาจับคู่ธุรกิจ โดยยังคงเน้นการใช้ระบบอี-คอมเมิร์ซเป็นตัวเชื่อมทางการค้า และจะทำการขยายกิจกรรมฯ นี้ไปยังประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ อีกต่อไปในอนาคต” รองอธิบดีฯ กล่าว

และทั้งหมดนี้คือภาพของการเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจ ในรูปแบบใหม่ เป็นการค้าโลกยุคใหม่แบบ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งตลาดอี-คอมเมิร์ซในหลายประเทศ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านที่มีความเชื่อมโยงกับไทยในพื้นที่ภาคเหนือ ล้วนแล้วแต่เตรียมความพร้อมสำหรับตลาดอีคอมเมิร์ซที่คาดว่าจะเติบโตอย่างมีนัยยะในอนาคต

การจับมือ MOC Biz Club 17 จังหวัดภาคเหนือ และการพัฒนาในรูปแบบทางการค้าแบบอี-คอมเมิร์ซผ่านเครือข่าย จึงแนวทางที่ดีสำหรับการพัฒนาขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ และช่วยให้ผู้ประกอบการไทย มีความพร้อม มีความมั่นใจ และมีศักยภาพพร้อมรับกับการค้าในอนาคต ที่จะพื้นที่ในภาคเหนือจะมีความสำคัญอย่างยิ่งในอนาคตอันใกล้นี้