“มนัญญา” จุดประกาย “คมนาคม” รับซื้อกรวยยาง แท่งแบริเออร์จากสหกรณ์ เดินหน้าหนุนสหกรณ์แปรรูปยางพาราเพิ่มมูลค่า

28

“มนัญญา” เดินหน้าหนุนสหกรณ์แปรรูปยางพาราเพิ่มมูลค่า ทำข้อตกลงกระทรวงคมนาคม รับซื้อกรวยยาง แท่งแบริเออร์จากสหกรณ์ เผยรัฐเตรียมงบช่วยเหลือสหกรณ์ปรับปรุงเครื่องจักร เพื่อผลิตสินค้าไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาทต่อแห่ง ตั้งเป้าซื้อน้ำยางเข้าโครงการราคานำตลาด 5-10 บาทต่อกก.จากภาวะราคายางพาราตกต่ำตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา สร้างความเดือดร้อนแก่เกษตรกรชาวสวนยางเป็นอย่างยิ่ง ในขณะที่ต้นทุนการผลิต เช่น ปุ๋ยเคมีและปัจจัยการผลิตต่างๆ มีการปรับ ราคาสูงขึ้น จากปัญหาดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีนโยบายเรื่องการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรหลักและสร้างความเข้มแข็งแก่สถาบันเกษตรกร

โดยการแปรรูปเพิ่มมูลค่ายางพาราระดับชุมชน การรวมกลุ่มเกษตรกร วางแผนการผลิตและบริหารจัดการอย่างเป็นระบบให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด รวมถึงการเพิ่มช่องทางการตลาด โดยการเชื่อมโยงกับเครือข่ายต่างๆเมื่อวันที่ 25-26 สิงหาคมที่ผ่านมา นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสหกรณ์ในพื้นที่ภาคใต้ จังหวัดพัทลุง สตูล และสงขลา และติดตามการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการพัฒนาขบวนการสหกรณ์ และการใช้ขบวนการสหกรณ์ช่วยเหลือเกษตรกรในการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตร

พร้อมกันนี้ได้เดินทางตรวจเยี่ยมโรงงานแปรรูปยางพาราของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มอาชีพสหกรณ์บ้านพังดาน ต.นาขยาด อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ซึ่งเป็นกลุ่มที่นำน้ำยางพาราสดมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์จากยางพาราที่ได้มาตรฐานการผลิต มผช.และOTOP ออกจำหน่าย และชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางจังหวัดสตูล จำกัด อ.ควนกาหลง จ.สตูล ซึ่งดำเนินธุรกิจรวบรวมยางแผ่นรมควันเพื่อจำหน่าย การแปรรูปอัดก้อนยางพาราและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากยางพารา และสหกรณ์การเกษตรจะนะ จำกัด อ.จะนะ จ.สงขลา ที่มีโรงงานผลิตน้ำยางข้น

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นการลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมและเก็บข้อมูลศักยภาพการผลิตและแปรรูปยางพาราของสหกรณ์เพื่อนำข้อมูลไปเสนอกับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อจะหาแนวทางร่วมกันส่งเสริมให้สหกรณ์เป็นผู้ผลิตสินค้าตามที่กระทรวงคมนาคมต้องการ เช่น กรวยยางวางบนถนน และแท่งแบริเออร์ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงคมนาคมได้มีแนวคิดทำข้อตกลงเพื่อร่วมกันผลักดันให้ปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้น

โดยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งเบื้องต้นทราบว่ารัฐบาลได้เตรียมงบอุดหนุนให้สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาทต่อแห่ง หรืออาจจะมากกว่าตามชนิดสินค้าที่ผลิต “ไม่มีการใช้ยางเพิ่มทางใดที่จะรวดเร็วเท่ากับการใช้ในภาครัฐ ดังนั้น ทั้ง 2 กระทรวงจึงร่วมมือกัน และเบื้องต้นทราบว่ารัฐบาลพร้อมจะจัดงบอุดหนุนให้กับสหกรณ์ที่มีความพร้อมในการเข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นการสนับสนุนการผลิตและการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา และหากสหกรณ์ใดที่เข้าร่วมโครงการ ขอให้ช่วยรับซื้อน้ำยางจากเกษตรกรในราคานำตลาดอย่างน้อย 5-10 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อเป็นการช่วยเหลือสมาชิกของสหกรณ์ด้วยกันเอง” รมช.เกษตรฯ กล่าว

รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า ขณะนี้ขอให้สหกรณ์ที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือในเรื่องการปรับปรุงศักยภาพการผลิตของโรงงานจัดทำรายละเอียดขอมาได้ ซึ่งทางกระทรวงเกษตรฯ จะช่วยพิจารณาเพื่อให้สหกรณ์มีการพัฒนากำลังการผลิตให้ประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งแต่ละปีกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนเงินจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ช่วยเหลือสหกรณ์ที่ต้องการพัฒนา
ศักยภาพการแปรรูปยางพารามาอย่างต่อเนื่อง

ด้านนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีสหกรณ์ที่มีความพร้อมเข้าร่วมโครงการ 3 แห่งคือ สหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ จำกัด จ.สงขลา ชุมนุมสหกรณ์อุตสาหกรรมยางพาราภาคใต้ จำกัด จ.สุราษฏร์ธานี และชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางจังหวัดสตูล จำกัด ซึ่งรัฐจะต้องช่วยพัฒนาและปรับปรุงเครื่องจักรสำหรับแปรรูปผลิตภัณฑ์ตามที่กระทรวงคมนาคมต้องการ และจากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ทางสหกรณ์การเกษตรรัตภูมิได้ยื่นเรื่องขอรับการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปยางพารา โดยหลังจากนี้จะกลับไปพิจารณารายละเอียดอีกครั้งทั้งนี้ ในส่วนของชุมนุมสหกรณ์การเกษตรฯ และสหกรณ์การเกษตรฯ ในพื้นที่จังหวัดพัทลุงและสตูล ได้ขอให้ รมช.เกษตรฯ ช่วยจัดหาเครื่องจักรที่จะใช้ในโรงงานแปรรูปยางพารา ถังเก็บน้ำยาง รถขนน้ำยางสด และรถแทรคเตอร์ในสวนปาล์ม

ซึ่ง นางสาวมนัญญา กล่าวว่า พร้อมที่จะช่วยเหลือทุกสหกรณ์ แต่จะต้องดูว่าสิ่งที่ขอมานั้นสหกรณ์ได้นำไปใช้ประโยชน์จริงหรือไม่ และควรมีการแบ่งปันเครื่องมือ เครื่องจักรให้กับสหกรณ์อื่นๆ ในพื้นที่ได้ใช้ร่วมกัน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์อย่างแท้จริงในขบวนการสหกรณ์ ซึ่งในอนาคตได้วางแนวทางที่จะพัฒนาระบบการผลิตและเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ