โรคซึมเศร้าภัยเงียบของมิลเลนเนียลส์ เจเนอเรชั่นที่โดดเดี่ยว
ดร.ภัทร์ฐิตา ทุมเกิด
เลขาธิการ สมาคมสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

1273

ต้องยอมรับว่าเมื่อสังคมไทยก้าวสู่ความเป็นสังคมยุคดิจิทัล ซึ่งความเจริญที่ว่า เกินกว่าที่จะเทียบกับสังคมศิวิไลซ์แต่ก่อนอยู่มาก สภาพความเจริญเกินจะคาดถึงนั้น ส่งผลให้มีปัญหากับสังคมโลกและสังคมไทยด้วยหลายด้าน อย่างเช่น ปัญหาเรื่องของโรคซึมเศร้า ที่กำลังพุ่งตรงไปที่เด็กยุคมิลเลนเนียลส์ และเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวพ่อแม่ผู้ปกครองยุคดิจิทัล ตลอดจนกลุ่มผู้บริหารกิจการที่ต้องดูแลพนักงานที่มีภาวะเสี่ยงต่อภาวะมิลเลนเนียลส์(millennials) ที่มาเยือนสังคมไทยยุคกระอักกับโรคไวรัสโควิด-19 เหตุรายได้หด ความสัมพันธ์ทางสังคมเริ่มหมดความหมาย สังคมอยู่ในสภาพไร้ที่จับยืดซึมเศร้า เหงา สิ้นหวัง หมดไฟ ภาวะทางอารมณ์ของคนรุ่นมิลเลนเนียลส์ มีอาการเปราะบาง

มีผลสำรวจเรื่องนี้จากหลายสำนัก ข้อมูลไม่ต่างกัน อย่างเช่น รายงานของ Blue Cross Blue Shield ที่มีการระบุว่า มิลเลนเนียลส์กำลังเผชิญกับภาวะทรุดโทรมทั้งร่างกายและจิตใจมากกว่าคนเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ในช่วงอายุเดียวกัน โดยไร้การรักษาที่เหมาะสม อัตราการเสียชีวิตของมิลเลนเนียลส์เพิ่มขึ้น 40% เมื่อเทียบกับคนเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ในช่วงอายุเดียวกัน จากการอ้างอิงผลการสำรวจผู้ใหญ่ชาวอเมริกัน 1,254 คน ยังพบว่าชาวมิลเลนเนียลส์มีแนวโน้มรู้สึกโดดเดี่ยวมากกว่าคนเจเนอเรชั่นก่อน ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถาม 30% ยังบอกว่า พวกเขารู้สึกเหงาอยู่เสมอหรือบ่อยครั้ง เปรียบเทียบกับคนเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ที่บอกแบบเดียวกัน 20% และเบบี้บูมเมอร์เพียง 15% ในขณะที่เมื่ออ้างอิงผลสำรวจของ Mind Share Partners, SAP, and Qualtrics ซึ่งมีผู้ตอบแบบสำรวจ 1,500 คน อายุ 16 ปีขึ้นไป ที่ทำงานเต็มเวลา พบว่า 50% มิลเลนเนียลส์ ตัดสินใจลาออกจากงานด้วยสาเหตุจากปัญหาสุขภาพจิตมิลเลนเนียลส์ รายงานดังกล่าวระบุว่า ปรากฏการณ์เช่นนี้ มิลเลนเนียลส์ตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพจิต สุขภาพจิตกลายเป็นพรมแดนต่อไปของของความหลากหลายและการรวมเข้าด้วยกันในโลกการทำงานยุคใหม่ ซึ่งพวกเขาก็ต้องการให้บริษัทเห็นความสำคัญด้วยเช่นกัน

รายงานผลวิเคราะห์ข้อมูลของ Blue Cross Blue Shield Health Index พบว่า การวินิจฉัยโรคซึมเศร้าในกลุ่มมิลเลนเนียลส์และวัยรุ่นมีอัตราเพิ่มขึ้นเร็วกว่าคนในกลุ่มวัยอื่นๆ ที่น่าสังเกตคือ นับจากปี 2013 ชาวมิลเลนเนียลส์ถูกวินิจฉัยเป็นโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้น 47% ในภาพรวมเพิ่มขึ้นจาก 3% เป็น 4.4% ในกลุ่มคนอายุ 18-34 ปี โดยอาการของโรคซึมเศร้าที่รู้จักกันโดยทั่วไปคือ มีอารมณ์หดหู่อย่างรุนแรงและต่อเนื่องเป็นเวลานาน มีความเศร้าลึก มีความรู้สึกสิ้นหวัง ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตทุกด้านของมิลเลนเนียลส์
หากจะค้นหาเหตุผลมาตอบคำถามที่ว่า แล้วทำไมเด็กยุคนี้ถึงเป็นโรคซึมเศร้ากันเยอะ คำตอบที่ได้ก็ไม่พ้นสาเหตุเหล่านี้ กล่าวคือความกดดันครอบครัว เด็กเกิดมาในครอบครัวที่แตกแยก หรือเด็กเสพติดสังคม ฟุ้งเฟ้อ พอไม่เงินก็เครียด ซึมเศร้า งานเด็กจบใหม่ มีความสามารถเงินเดือนก็สูง แต่ใช่ว่าเด็กจะเก่งในการแก้ปัญหา เมื่อเจองานหนัก แก้ปัญหาไม่ถูกทาง หรือไม่มีประสบการณ์ เด็กก็เลือกที่จะฆ่าตัวตาย ภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ จบมาแล้วหางานทำไม่ได้ การฆ่าตัวตาย จึงเป็นทางออกของการแก้ปัญหา อย่างไรก็ตาม ทุกคน รักตัวกลัวตาย ด้วยกันทั้งนั้น แต่ด้วยปัญหาที่แก้ไม่เป็น ไม่มีประสบการณ์ ไม่มีความแข็งแรงของครอบครัวเป็นพื้นฐาน จึงเกิดเหตุการณ์ ไม่เข้าใจตัวเอง ไม่รู้วิธีการแก้ไขปัญหาของตนเอง ที่ร้ายสุดคือนำไปสู่ปัญหาการฆ่าตัวตาย ซึ่งที่จริงก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้ช่วยให้แก้ไขปัญหาอะไรได้เลย

ดังนั้น สังคมต้องสร้างพลเมือง พ่อแม่ผู้ปกครอง เจ้าของกิจกรรม และเด็กยุคดิจิทัลให้มีลักษณะเป็นคนเก่ง คนดี และคนมีความสุข ซึ่งต้องพิจารณาจากคุณสมบัติ 4 ด้านคือ
1.IQ (IQ-Intelligence Quotient) คือปัญญา ความคิด หรือเชาว์ปัญญา ซึ่งเกิดจากการคิดมาก ฟังมากอ่านมาก วิเคราะห์วิจัยมาก และเรียนรู้มาก เป็นปัญญาความรู้ความสามารถทางโลกที่เกิดขึ้นจากการเรียนการสอนของสถาบันการศึกษาทั่วๆไปนั่นเอง

IQ เป็นศักยภาพที่พัฒนาได้ง่ายและรวดเร็วที่สุด สามารถพัฒนาขึ้นได้ในเวลาจำกัด เพียงแค่อ่านและฟังมากจนความคิดและความจำเพิ่มขึ้น IQก็จะสูงขึ้นด้วย แบบเดียวกับการสอนแบบติวเด็กไปแข่งเคมีโอลิมปิกโลก ทุกวันนี้สังคมเน้นกันที่การพัฒนาศักยภาพตัวนี้ องค์กรต่างๆ นิยมคนเก่ง ต้องเก่งจึงจะมีโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงานเวลารับสมัครงานมักจะกำหนดไว้ในคุณสมบัติเลยว่า จะรับเฉพาะคนที่เก่งด้านโน้นมีทักษะด้านนี้ แต่ไม่ใส่ใจเรื่องความเป็นคนดี เพราะไม่ตระหนักว่าการพัฒนา IQ ให้สูง อัตตาหรือEGOก็จะสูงตามทำให้คุณค่าของความเป็นมนุษย์ต่ำลงกลายเป็นคนเก่งที่เห็นแก่ตัว คิดแต่จะเบียดเบียนผู้อื่น สังคมจึงเต็มไปด้วยคนที่คิดเอาแต่ได้ ทำให้เป็นปัญหาของสังคม

ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน ส่วนมากเป็นฝีมือของคน IQ สูงทั้งนั้น เพราะเป็นกลุ่มที่มักได้รับโอกาสให้ตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ การพัฒนาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จึงมักจะเป็นการพัฒนาในทางลบมากกว่าทางบวกทำให้มนุษย์กลายเป็นผู้ทำลายไปโดยไม่รู้ตัว ทำลายได้ทุกอย่างแม้กระทั่งธรรมชาติ

2. EQ (EQ-Emotional Quotient) คือความฉลาดทางอารมณ์ เป็นความฉับไวในความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นกับจิต ซึ่งเรียกว่าสติสัมปชัญญะ หากความฉับไวตัวนี้เขน้าไปรู้ทันตันเองว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ก็จะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมและวิถีชีวิตของเราได้ ถ้าคนในสังคมไม่มี EQ คนจะมีความทุกข์ใจเพราะเดี๋ยวนี้ทุกสถาบันเต็มไปด้วยคนเก่งที่ไม่มีความสุข ไม่ใช่แค่เก่งอย่างเดียวหรือร้ายอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นคนเห็นแก่ตัวที่คิดอาวุธคือพ่วง IQ สูงเข้าไปด้วย จึงยิ่งอันตรายมาก สังคมจึงเต็มไปด้วยคนที่มีปัญหาชีวิต และคนที่เป็นโรคประสาท EQ จึงเป็นเองที่ต้องเร่งสร้างให้มาก หากต้องการทราบว่าตัวเรามี EQ สูงหรือต่ำแค่ไหน ก็วัดได้จากปัจจัยที่เป็นมาตรวัด EQ คือดูที่ความคิด คำพูด บุคลิกภาพ อารมณ์ การกระทำ สุขภาพกาย จิตและวิญญาณ รูปแบบในการดำเนินชีวิต กล่าวคือ

– ดูที่ความคิด ลักษณะความคิดของเขายังคิดเรื่องไร้สาระ ยังหมกมุ่นอยู่กับอดีตและอนาคตทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีประโยชน์และช่วยแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ยังฟุ้งซ่าน เพ้อเจ้อ คิดเอาแต่ได้ เบียดเบียน สร้างปัญหาอยู่หรือไม่

– ดูที่คำพูด ลักษณะการพูดจาของเขา พูดเพ้อเจ้อ ไร้สาระ นินทา ให้ร้าย โกหกหรือบ่นอยู่หรือไม่
– ดูที่บุคลิกภาพ ลักษณะท่าทางของเขา เป็นคนขี้อิจฉา หรือใจกว้าง เอื้ออาทร ขี้ตกใจ หรือไม่หวั่นไหวทุกสถานการณ์ เป็นคนเย็น มีเมตตา น่าเข้าใกล้หรือว่าเป็นคนใจร้อนหรือไม่ แค่ไหน
– ดูที่อารมณ์ ลักษณะของอารมณ์ของเขานั้น ทุกขณะตื่น มีลักษณะคืออารมณ์ตีตลอด ไม่มีติดลบ ไม่เบื่อ ไม่หงุดหงิด ไม่เสียใจ ไม่น้อยใจ ไม่โกรธ ไม่ขัดใจ ไม่ตกเป็นทาสสิ่งที่กระทบหรือไม่

– ดูที่การกระทำ ลักษณะของพฤติกรรมเป็นไปในเชิงสร้างสรรค์เพื่อสังคม ส่วนรวมมากน้อยแค่ไหน ยังขี้เกียจ ไม่อดทน ไม่รับผิดชอบอยู่หรือไม่
– ดูที่สุขภาพทั้งสามตัว คือสุขภาพกาย จิต และวิญญาณ กล่าวคือถ้าดีหมดก็แสดงว่า EQ สูง เพราะ EQ เป็นตัวกำหนดโปรแกรมของจิต EQ สูง จิตจะตั้งโปรแกรมไว้ในพลังบวก จิตดีสุขภาพจึงดีตามไปด้วย แต่ถ้า EQ ต่ำ โอกาสที่สุขภาพจะแย่มีมาก เพราะจิตตั้งโปรแกรมไว้ไม่ดี คิดแต่เรื่องไม่ดี เช่น คิดว่าเราเป็นโรคนั้น โรคนี้ไหม สั่งสมคิดกังวล ในที่สุดก็เลยเป็นจิรงๆ

– ดูที่รูปแบบการดำเนินชีวิต ลักษณะของการดำเนินชีวิตของเขามีความพอเพียง สมดุล และมีสาระแค่ไหน ไม่ว่าจะจบการศึกษาสูงแค่ไหน ประสบความสำเร็จแค่ไหนก็ตาม ถ้าถามใจของตัวเองครบทุกข้อแล้วยังได้คำตอบในทางลบอยู่ก็แสดงว่า EQ หรือศักยภาพด้านความฉลาดทางอารมณ์ยังต่ำอยู่ ยังต้องการการพัฒนาต่อไป ด้วยการพัฒนาสติให้มากขึ้น รู้ตัวเองทุกขณะ เมื่อสติเกิดความฉับไว ความรู้สึกนึกคิดก็จะเกิดทำให้เรารู้ทันตัวเอง ความฉลาดทางอารมณ์ก็จะสูงขึ้นด้วยและต้องพัฒนาปัญญาตัวที่สามให้เกิดขึ้นเพื่อไปดับEGOให้เล็กลงแล้ว EQ จะมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นได้

IQ ทำให้คนเก่ง แต่ EQ ทำให้คนอารมณ์ดี แม้ว่า IQ จะทำให้คนเก่ง แต่การจะให้ชีวิตประสบความสำเร็จนั้นต้องพึ่ง EQ เป็นหลัก มีผู้เชี่ยวชาญด้าน EQ หลายท่าน ทำการศึกษาวิจัยไว้พบว่า คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ส่วนมาใช้ความรู้ IQ ที่เรียนมาเพียง 20% แต่ใช้ EQ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้มาจากการเรียนถึง 80% ที่ต้องระวังคือ IQกับ EQ มักจะแปรผกผันกัน คนที่ IQ สูง EQ มักจะต่ำ เพราะจิตตกอยู่ใต้อำนาจอัตตา ต้องการแสวงหาไขว่คว้าสิ่งต่างๆ มาประดับตัวตน หาเงินทอง หาอำนาจมาไว้กับตัวเพื่อให้ดูดี เหนือคนอื่น กลายเป็นคนเห็นแก่ตัว และค่อยๆ ตกเป็นทาสไปทีละน้อยๆ เมื่อ IQ ยิ่งสูงขึ้นความเป็นทาสก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ยิ่งยึดติด ตกเป็นทาสของวัตถุ อำนาจ ตำแหน่ง สรรเสริญ เหมือนลิงติดตั่ง เสือติดจั่น อิสรภาพของจิตใจลดน้อยลงเรื่อยๆ EQ จึงต่ำตามไปด้วย คน IQ สูงอย่างเดียวจึงทำงานให้ประสบความสำเร็จไม่ได้ และมักจะไม่มีความสุข วิธีแก้คือต้องมาพัฒนาความรู้ทางธรรมควบคู่ไปกับทางโลกด้วย รู้ทางโลกมากเท่าไหร่ ยิ่งต้องพัฒนาความรู้ทางธรรมให้สูงเท่าเทียมกัน IQ ยิ่งสูง EGO ยิ่งใหญ่ขึ้นพร้อมๆ กับความรู้ทางโลก ความรู้ทางธรรมจะไปพัฒนาปัญญาตัวที่สามให้มีพลังมหาศาล สามารถดับEGO ได้ จึงสามารถเพิ่ม EQ ให้สูงทัน IQได้

3.MQ (MQ-Moral Quotient) จริงๆ แล้ว MQก็คือส่วนหนึ่งของEQ เพราะเป็นส่วนที่เกี่ยวกับจริยธรรม ศีลธรรม และคุณธรรมประจำใจ ที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า SUPER EGO ซึ่งเป็นตัวควบคุมการคิด พูด ทำที่ดี และเก็บสั่งสมอยู่ในจิตใจ วิธีสร้าง MQ เช่น การประพฤติปฏิบัติจริยธรรมตามบทบาทหน้าที่ของแต่ละบุคคลให้สมบูรณ์ เพื่อให้จิตสำนึกสั่งสมแต่การกระทำที่ดี จนหล่อหลอมกลายเป็นคุณธรรมประจำใจไปในที่สุด ต่อไปเมื่อจิตจะสั่งงานก็จะสั่งแต่ในทางที่ดี EGO ตัวตน อัตตา ความเห็นแก่ตัวจะถูกฝังไว้ลึกลงไปในจิตใต้สำนึก โดยมีจิตสำนึกที่ดีคอยคุมอยู่ไม่ให้ออกมาทำงานได้ อีกอย่างหนึ่งสร้างโดยการขุดรากถอนโคนฆ่าของไม่ดีทิ้งไปจากใจ ด้วยการพัฒนาปัญญาตัวที่สามจนสามารถดับตัวตนความเห็นแก่ตัวได้ ในที่สุดคุณธรรมจะเกิดขึ้นในใจอย่างถาวร ทำให้กลายเป็นคนที่มีจิตใจดีงาม นึกถึงคนอื่นก่อนเสมอ มีสติรอบคอบเสมอในการคิด พูด และทำ ว่าพฤติกรรมของเราจะเกิดประโยชน์ไหม จะเบียดเบียนไหม ทำให้ผู้อื่นเสียใจไหม ผิดต่อสังคมไหม

จะเห็นได้ว่าวิธีแรกเป็นแบบกลบขยะฝังไว้ลึกๆ ในใจ ส่วนวิธีต่อมาเป็นการขุดขยะออกมาตากแดดให้แห้งแล้วเผาทำลายทิ้งไปเสีย MQ จึงเป็นตัวกำหนดคุณธรรมของคนในสังคม หากสังคมใดมีสมาชิกซึ่งรวมถึงผู้นำหรือผู้ปกครองมีพร้อมทั้ง IQ, EQ และ MQ บ้านเมืองนั้นก็จะมีแต่ความสุข ความสงบ พัฒนาไปได้ด้วยดี ทั้งด้านวัตถุและจิตใจ MQจึงเป็นศักยภาพที่ขาดไม่ได้ ต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กับ IQ และ EQ

4.SQ(SQ-Spiritual Quotient) คือคุณสมบัติทางด้านจิตวิญญาณ หากผู้ใดสามารถพัฒนา SQให้สูงขึ้นได้ ความเป็นมนุษย์จะสมบูรณ์ถือว่าเกิดมาไม่เสียชาติเกิด เพราะ SQ จะทำให้ทุกเรื่องในชีวิตดีหมด จะอยู่ก็ดี ตายไปก็มีความสุขแล้วยังไปเกิดดีอีกด้วย ผู้ที่มี SQสูง คือยอดมนุษย์ เป็นผู้มีจิตที่เป็นอิสระต่อโลกไม่ตกเป็นทางของสรรพสิ่ง คือโลกธรรมทั้งหลาย คือมีลาภมีรายได้ เสื่อมลาภรายได้หด มียศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข และทุกข์ ล้วนแต่รับได้ทั้งหมด คือมีความเข้าใจใน ไม่ยินดีในส่วนที่น่าพอใจ และไม่ยินร้ายในส่วนที่ไม่พอใจ

เด็กหรือพ่อแม่ผู้ปกครองที่เป็นคนเก่ง อาจจะสร้างสรรค์ความเจริญทางวัตถุแก่สังคมได้ แต่ในสังคมที่มีวิกฤต คนดีเท่านั้นที่จะสร้างสรรค์ความสงบสุขสู่สังคมได้ ดังนั้น ระหว่างคนเก่งกับคนดี หากจำเป็นต้องเลือกควรเลือกคนดีไว้ก่อน เพราะความเก่งสร้างง่าย แต่ความดีนั้นสร้างยาก การจับคนดีมาพัฒนาให้เก่งนั้นทำได้ง่ายกว่าเอาคนเก่งมาพัฒนาให้เป็นคนดี และในขณะที่โลกการทำงานของมิลเลนเนียลส์ช่างหนักหนา เมื่อเผชิญกับภาวะหมดไฟ กลุ่มคนมิลเลนเนียลส์นี้จะเป็นโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้นและก้าวสู่ภาวะตายจากความสิ้นหวัง เราอาจจะปฏิเสธไม่ได้ว่ามิลเลนเนียลส์ เป็นเจเนอเรชั่นที่โดดเดี่ยวที่สุด ท่ามกลางครอบครัว สังคมและวิถีชีวิตยุคดิจิทัล ยุคที่จะไม่เสียอะไร เพื่อแลกเปลี่ยน ไม่มี และทุกวันนี้ชีวิตช่างอยู่ยากเย็นเหลือเกิน เหมือนเช่นกับการหลบหลีกลูกธนูในความมืด เป็นเรื่องไม่ง่ายเลย.