“จุรินทร์”  รุกส่งออกข้าว ไปอิรัก – จีน ส่ง มันสำปะหลัง ไปจีน – อินเดีย หวังขยายตัวเลขส่งออก

9

ภายหลังการประชุมร่วม วอรูมภาครัฐเอกชน กระทรวงพาณิชย์ หรือ กรอ.พาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า วันนี้ได้หารือกับสมาคมที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกผลิตผลทางการเกษตรข้าวกับและมันสำปะหลัง เพื่อที่จะเร่งรัดการส่งออกตามที่ได้มีการตั้ง กรอ. พาณิชย์และ war room การประชุมวันนี้เป็นเรื่องของข้าวกับมันสำปะหลังเพื่อเร่งรัดการส่งออกและเพื่อให้ตัวเลขการส่งออกของประเทศดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเพื่อสร้างความต่อเนื่องจากตัวเลขเดือนกรกฎาคมที่เป็นบวกร้อยละ 4.28

นายจุรินทร์ กล่าวว่า จากการประชุมเรื่องข้าวก็ได้ข้อสรุปร่วมกันว่านอกจากมาตรการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่จะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 27 สิงหาคม 2562 โดยใช้วงเงิน 2.1 หมื่นล้านบาท ก็จะดำเนินการเร่งรัดการส่งออกควบคู่กันไปด้วย เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมายอดการส่งออกตัวเลขลดลง ซึ่งเป็นผลจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้ข้าวของไทยในตลาดโลกในสายตาประเทศผู้บริโภคแพงขึ้นและเพราะไทยสูญเสียตลาดให้กับคู่แข่งบางส่วน แต่สรุปว่าตลาดที่จะดำเนินการเร่งรัดเป็นพิเศษในระยะเวลาอันสั้นนี้ ก็คือ

1.ตลาดอิรัก ซึ่งเป็นตลาดเดิมของไทยในอดีต แต่ได้สูญเสียไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะมีบริษัทส่งข้าวไม่มีคุณภาพให้กับอิรัก ทำให้ความสัมพันธ์ในเรื่องการค้าข้าวระหว่างไทยกับอิรักเสียหายมาจนถึงวันนี้ กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอิรัก และจะร่วมมือกันทั้งส่วนของกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชนในการฟื้นตลาดอิรักใหม่ โดยแนวทางที่จะดำเนินการ คือ จะเร่งรัดการเจรจาการค้าข้าวแบบ G to G กับอิรัก ซึ่งดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้ ที่ได้มอบหมายให้กรมการค้าต่างประเทศไปดำเนินการมีความคืบหน้าเป็นลำดับ อิรักได้แจ้งความประสงค์ที่จะทำการค้าข้าวแบบ G to G เป็นหลัก ต่อจากนี้ไปสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กระทรวงพาณิชย์จะเร่งดำเนินการกำหนดแผนปฏิบัติ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมจะดำเนินการเจรจาการค้าที่อิรักด้วยตนเอง ทั้งภาครัฐและเอกชน

2.ตลาดจีน เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการทำ MOU ระหว่างไทยกับจีนที่จีนจะรับซื้อข้าวจากประเทศไทย 1 ล้านตัน แต่ยังมีค้างท่ออยู่ 3 แสนตัน ซึ่งจะดำเนินการเจรจากับจีนต่อไป โดยจะขอให้จีนรับซื้อข้าวหอมมะลิหรือข้าวหอมจากประเทศไทยแทนข้าวขาวมากขึ้นในโควตาค้างท่อที่ว่านี้ ตลาดที่ 3) ตลาดฟิลิปปินส์ซึ่งฟิลิปปินส์ ได้ปรับจากระบบโควต้าเป็นระบบนำเข้าข้าวโดยภาคเอกชนเพราะฉะนั้นภาคเอกชนของฟิลิปปินส์ที่นำเข้าข้าวกับภาคเอกชนไทยที่ส่งออกข้าว ก็ยังไม่ได้มีโอกาสที่จะได้พบปะกันอย่างจริงจัง เพราะระบบนี้พึ่งเริ่มต้น กระทรวงพาณิชย์จะทำหน้าที่ช่วยเป็นตัวกลางในการจัดการพบปะระหว่างผู้นำเข้าข้าวฟิลิปปินส์ผู้ส่งออกข้าวจากประเทศไทยในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งโดยเร็ว ตลาดที่ 4 ) ตลาดญี่ปุ่น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ขอให้ญี่ปุ่นขยายโควต้าในการนำเข้าข้าวจากประเทศไทยให้มากขึ้น

เรื่องที่ 2 ที่ประชุมหารือวันนี้ด้วย คือ เรื่องมันสำปะหลัง มี 2 เรื่องทีได้หารือกัน 1 สถานการณ์ของโรคใบด่างที่เป็นปัญหาใหญ่ในขณะนี้และจะเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตถ้ายังไม่สามารถสกัดโรคใบด่างได้ ในขณะนี้ระบาดแล้วประมาณ 9 จังหวัด ซึ่ง war room จะรีบดำเนินการและสรุปการหาแนวทางกำหนดมาตรการในการป้องกันการระบาดออกสู่ภายนอกใน 9 จังหวัดนี้ และจะช่วยดำเนินการสนับสนุนในเรื่องต้นพันธุ์ในจังหวัดอื่นๆ ให้สามารถปลูกมันสำปะหลังเพื่อนำไปสู่การส่งออกและนำรายได้เข้าประเทศต่อไป ภายในสัปดาห์นี้จะได้คำตอบจากการหารือร่วมกันของภาคเอกชนกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนเรื่องการเปิดตลาดวันนี้ได้ข้อสรุปว่า ตลาดที่ต้องเร่งรัดเป็นพิเศษคือ

1. ตลาดจีน ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงในการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศไทย โดยเฉพาะจีนตอนใต้ที่จะเอาไปทำอาหารสัตว์ ซึ่งในรายละเอียดภายใน 2 สัปดาห์นี้ War room จะมีคำตอบตามมาว่าจะดำเนินการในรูปแบบใด ในส่วนของการขยายตลาดจีนตอนใต้ซึ่งมีอยู่หลายมลฑล

2.ตลาดอินเดีย ซึ่งถือว่ามีศักยภาพและเป็นตลาดที่ประเทศไทยสามารถดำเนินการขยายตลาดได้ในอนาคตแม้ว่าจะพึ่งเริ่มต้นก็ตาม โดยเฉพาะแป้งมันที่นำไปใช้ในการทำอาหารและทำซอสปรุงรสของคนอินเดีย ตลาดที่ 3 เป็นตลาดใหม่สำหรับไทยและมีโอกาสที่จะเปิดตลาดและขยายตลาดได้ โดยเฉพาะในเรื่องของอาหารสัตว์ที่ใช้มันสำปะหลังเป็นส่วนประกอบ เช่น ตลาดตุรกี ตลาดนิวซีแลนด์ แต่ว่า 2 ตลาดนี้ยังเป็นตลาดที่ยังขาดความเข้าใจในเรื่องของการใช้วัตถุดิบจากประเทศไทยที่จะนำไปทำอาหารสัตว์ เพราะฉะนั้นกระทรวงพาณิชย์จะช่วยทำหน้าที่เป็นตัวหลักในการนัดพบผู้นำเข้าจากตุรกีและนิวซีแลนด์ให้กับผู้ส่งออกอาหารสัตว์ของประเทศไทยต่อไป