สารพัดปัญหาเศรษฐกิจ “โจทย์หิน” ท้าทายฝีมือรัฐบาล

15

คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ “รัฐบาลประยุทธ์ 2/1” อันเป็นรัฐบาลผสม 19 พรรค ภายใต้การนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ฤกษ์ทำงานกันแล้ว หลังเข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ และแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

โดยรัฐบาลได้จัดพิมพ์ หนังสือแถลงนโยบายของครม.ออกมามีจำนวน 66 หน้า แบ่งเป็น 4 ส่วน ประกอบด้วย คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเป็นผู้นำแถลงต่อ ที่ประชุมรัฐสภา ส่วนที่สองเป็นนโยบายหลัก 12 ด้าน ส่วนที่สามนโยบายเร่งด่วน 12 เรื่อง ส่วนที่สี่ เป็นภาคผนวก อธิบายถึงการตรากฎหมายเพื่อดำเนินการตามรัฐธรรมนูญหมวดการปฏิรูปประเทศ

มีความน่าสนใจไม่น้อย หลังจาก “นโยบายรัฐบาล” ที่ประกาศออกมามีบางคนชี้เป้าให้นำไปเทียบกับ “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” ที่ประกาศออกมาก่อนหน้านั้น เนื่องจาก “กติกาโครงสร้างอำนาจใหม่” กำหนดไว้ชัดเจนว่า “นโยบายรัฐบาลจะขัดกับยุทธศาสตร์ชาติ” ไม่ได้ ไม่เพียงห้ามนำไปปฏิบัติ หากรัฐบาลที่ทำเช่นนั้นจะมีความผิดร้ายแรง

อย่างไรก็ตาม เรียกว่าไม่มีเวลาให้ “ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์” สำหรับรัฐบาล “ประยุทธ์ 2” เมื่อนานาสารพัดปัญหาเข้าคิวรอให้รีบเข้าไปแก้ไขในทางเศรษฐกิจ ขณะที่ “ขุนพลใหญ่” ที่นำทีมเศรษฐกิจยังเป็นคนเดิมคือ “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ที่มาพร้อมกับทีมงานเศรษฐกิจชุดใหม่ เห็นได้ จากผลโพลของสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) ที่ระบุว่าตลอด 5 ปีของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ คนไทยเป็นทุกข์เมื่อนึกถึงเงินในกระเป๋า

“ดร.นพดล กรรณิกา” ผู้อำนวยการ สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) บอกว่า ผลโพลครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ความทุกข์เรื่องเงินในกระเป๋าผลักประชาชนออกห่างไปจากฐานสนับสนุนรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ และถ้าพวกเขาผิดหวังจากนโยบายรัฐบาลชุดใหม่อีก จะทำให้อารมณ์ของสาธารณชนเหวี่ยงหนักมากจนน่าห่วงต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและใครคืออัศวินขี่ม้าขาวคนต่อไป

ถ้าแก้โจทย์นี้ได้ ผลที่ตามมาคือ รัฐบาลจะสามารถดึงคนเข้ามาสนับสนุนรัฐบาล มากขึ้น โดยเห็นได้ชัดเจนจากโพลนี้ที่คนให้โอกาสรัฐบาลชุดใหม่อยู่นานกว่า 2 ปี ถ้าปลดทุกข์เงินในกระเป๋าของประชาชนได้จริง

ประเด็นเหล่านี้จึงเป็น “งานหิน” สำหรับ “รัฐบาลประยุทธ์ 2/1” หนีไม่พ้นการบริหารเศรษฐกิจที่ยิ่งวันยิ่งแย่ลงเรื่อย โดยมี “ปมร้อน” ที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งเข้ามาแก้ไขเป็นการด่วนหลายเรื่อง

เรื่องแรก ปัญหาปากท้องของเศรษฐกิจฐานราก ที่รายได้น้อยค่าใช้จ่ายสูง หนี้สินเพิ่ม การกระจายรายได้ยังมีปัญหาลงไปไม่ถึงฐานราก นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีปมร้อนเรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท จะทำได้ตามสัญญาที่หาเสียงไว้หรือไม่ หากทำไม่ได้รัฐบาลก็เสีย ทั้งคะแนนนิยมและการแก้ปัญหาปากท้องไม่สำเร็จไปด้วย

ขณะที่ ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ เนื่องจากภัยแล้งปีนี้รุนแรง ทำให้ราคาพืชผลทางการเกษตรทั้งข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ราคาตก การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของรัฐบาล คือ การประกันราคาพืชผลทางการเกษตรจะทำได้รวดเร็วแค่ไหน หากแก้ไขช้า เศรษฐกิจฐานรากยิ่งแย่หนักรัฐบาลก็จะเจอแรงกดดันการบริหารเศรษฐกิจที่ไม่ถูกใจประชาชนมากขึ้น

ประการต่อมา คือ ค่าเงินบาทแข็ง ซึ่งในที่สุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เองก็ออกมายอมรับว่าค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไป และได้มีการออกมาตรการสกัดการเก็งกำไรที่เป็นส่วนหนึ่งของค่าเงินบาทแข็ง มาตรการที่ออกมาหลังจากที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ออกมา บอกว่าได้สั่งการให้ ธปท.ดูแลค่าเงินบาทมากเกินไปเพียงไม่กี่วัน พร้อมกันนี้ผู้ประกอบการก็ทำหนังสือขอพบ นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่า ธปท. เพื่อหารือให้ช่วยดูแลค่าเงินที่ผู้ประกอบการเห็นว่า ธปท. ปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเกินไป

หากพิจารณาถึง “ค่าเงินบาท” ที่แข็งค่าต่อเนื่องนั้น หากไปดูสัญญาณเตือนจากผู้รู้อย่าง “ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” อดีต รมว.กระทรวงการคลัง มีความเชี่ยวชาญทั้งการเงิน การคลัง ได้ให้ความเห็นไว้น่าสนใจหลัง…ค่าเงินบาทของไทยแข็งค่ามากในขณะนี้ โดยเฉพาะประเด็นคำถามที่ว่า “เงินบาทแข็ง แสดงว่ารัฐบาลลุงเก่งหรือไม่?”

โดย อดีต รมว.กระทรวงการคลัง อธิบายว่า เงินบาทแข็งเพราะเงินไหลเข้ามาก-เงินไหลออกน้อย เหตุผลใหญ่ที่เงินไหลออกน้อยเพราะในช่วงรัฐบาลพล.อ. ประยุทธ์ ภาคธุรกิจลงทุนน้อย ขณะที่เงินไหลเข้ามามากเพื่อกินส่วนต่างดอกเบี้ย เพราะธปท. กำหนดดอกเบี้ยนโยบายสูงเมื่อเทียบกับสภาวะเศรษฐกิจไทย และส่วนหนึ่งเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งบริษัทในตลาดหุ้นกำไรดี ตัวเลขจีดีพีดีแต่ไม่กระจายไปถึงรากหญ้า กำลังซื้อของชาวบ้านจึงต่ำทำ ให้ภาคธุรกิจลงทุนน้อย วนไปแบบงูกินหาง

ขณะที่มีคนถามว่า “บาทแข็ง” หรือ “บาทอ่อน” ดีกว่ากัน? นั้น อดีตรมว.กระทรวงการคลัง บอกว่า “บาทแข็ง” ทำให้บริหารเศรษฐกิจยากโดยไม่จำเป็น เหมือนวิ่งแข่ง แต่แบกกระสอบข้าวไปด้วย มีแต่คนโง่เท่านั้น ที่จะคิดว่าวิธีนี้ทำให้คนวิ่งแข่ง ได้เปรียบ…ส่งออกสินค้ายากขึ้น สินค้าที่กระทบหนักคือ สินค้าเกษตร เพราะต้องเผชิญราคาตลาดโลกเป็นดอลลาร์ และบาทยิ่งแข็งเงินดอลลาร์ที่ได้รับจำนวนเท่าเดิมเมื่อแปลงเป็นเงินบาท ก็ยิ่งได้จำนวนบาทที่น้อยลง…“เกษตรกรจนลง”

ดังนั้น บาทแข็ง และเงินทุนสำรอง สูง เป็นภาพสะท้อน จุดอ่อนในนโยบายเศรษฐกิจ ของ “รัฐบาลลุงตู่” ไม่ใช่สะท้อน ผลงานดีเด่น

ทั้งนี้ เรื่องของเงินบาทแข็งค่า ได้ลามไปถึง “การส่งออก” ที่กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลยกภูเขาไม่พ้นจากอก เพราะหลังจากพิษสงครามการค้าสหรัฐฯ กับจีน และลามไปถึงสหรัฐฯ กับยุโรป ประกอบกับค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็ว ทำให้การส่งออกของไทยทรุดหนักจากที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 3-4% ล่าสุด คาดว่าจะขยายตัวได้ 0% ถึงขยายตัวติดลบ 1%

หากเป็นเช่นนั้นจะทำให้เศรษฐกิจ ไทยภาพรวมขยายตัวชะลอมากขึ้น และส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ โดยหน่วยงานต่างๆ ปรับลดการขยายตัวเศรษฐ-กิจ จากใกล้ 4% เหลืออยู่ 3% โดยหลายแห่งคาดว่าจะขยายตัวได้ต่ำกว่า 3% ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องเข้ามาพยุงเศรษฐกิจขาลงให้ฟื้นกลับขึ้นมาให้ได้ เพราะหากเศรษฐกิจภาพรวมแย่ เศรษฐกิจฐานรากประชาชนจะมีความเป็นอยู่ที่ลำบากมากขึ้น

ยังไม่นับเรื่อง “การลงทุนภาครัฐล่าช้า” ที่มีแต่อภิมหาโปรเจกต์ ขณะที่การเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจล่าช้า ทำให้โครงการไม่ต่อเนื่อง รวมกับหลายโครงการไม่มีความพร้อมลงทุนตามแผนที่วางไว้ ซึ่งรัฐบาลใหม่ต้องเร่งเดินหน้าโครงการลงทุนให้ได้โดยเร็ว โดยไม่ต้องกล่าวถึงการลงทุนและการบริโภคเอกชน ที่แม้รัฐบาลจะมีความหวังในส่วนของการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะกับโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ที่จะดึงดูดทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ และใช้เป็น “เครื่องยนต์” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทย แต่การดำเนินการจะได้ตามที่รัฐบาลหวังหรือไม่ ยังเป็นสิ่งที่นักลงทุนกังวล

เมื่อหันไปดูงบประมาณปี 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นงบลงทุน 6.9 แสนล้านบาท ปกติงบประมาณจะต้องเริ่มใช้ 1 ต.ค.2562 แต่ได้ถูกเลื่อนออกไป 1 ม.ค.2563 เพื่อรอให้รัฐบาลและรัฐสภาใหม่เข้ามาพิจารณา ย่อมส่งผลกระทบทำให้เม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจช้าไปด้วย

เมื่อบวกกับความไม่เชื่อมั่น “ทีมเศรษฐกิจ” ของรัฐบาลลุงตู่ 2 เป็นเรื่องที่ค้างคาใจของนักลงทุนอยู่ตลอดเวลา เพราะเป็นรัฐบาลผสมที่เกิดจาก 19 พรรคการเมือง ทีมเศรษฐกิจถูกจัดสรรจากโควตาทางการเมืองมากกว่าที่วางคนที่เหมาะสมกับงาน เป็นผลลบต่อนักลงทุนและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

ทั้งหมดนี้ คือ “โจทย์หิน” ที่รอท้าทายความสามารถของ “รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ 2/1”