ครบรอบ 14 ปี ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มุ่งมั่น พัฒนา พร้อมยืนหยัดฝ่าวิกฤต COVID-19

21

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ครบรอบการดำเนินงาน 14 ปี ในวันที่ 28 กันยายน 2563 ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาการบริการอย่างต่อเนื่องในฐานะผู้ดำเนินการและจัดการท่าอากาศยานที่ดีระดับโลก ภายใต้การบริหารจัดการในสถานการณ์วิกฤติการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)

น.ท.สุธีรวัฒน์ สุวรรณวัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยว่า ปีนี้ทั่วโลกประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อฯ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ ทสภ. ตลอดจนธุรกิจการบินทั่วโลก ทำให้จำนวนผู้โดยสาร เที่ยวบิน และปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศของ ทสภ. นั้น ลดลงอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งจำนวนผู้โดยสารนับตั้งแต่ ทสภ. เปิดให้บริการจนถึงปัจจุบัน มีผู้โดยสารใช้บริการแล้วทั้งสิ้นกว่า 685 ล้านคน ปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศรวมทั้งหมด 17.5 ล้านตัน ปริมาณเที่ยวบินรวมทั้งหมด 4 ล้านเที่ยวบิน สำหรับผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2563 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 – สิงหาคม 2563 (รวม 11 เดือน) ทสภ. มีสายการบินประจำให้บริการจำนวน 111 สายการบิน โดยมีเที่ยวบินที่ทำการบินขึ้น-ลงรวมทั้งสิ้น 201,456 เที่ยวบิน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ร้อยละ 42.18 มีผู้โดยสารใช้บริการรวมทั้งสิ้น 30.10 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ร้อยละ 49.81 และมีปริมาณการขนส่งสินค้า 1 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 22.68 ซึ่งจำนวนเที่ยวบินและผู้โดยสารในปีนี้ส่วนหนึ่งจะรวมเที่ยวบินพิเศษขาเข้าระหว่างประเทศภายใต้การดำเนินงานของรัฐบาลแล้วด้วย โดยตั้งแต่ วันที่ 1 เม.ย. – 8 ก.ย. 63 มีจำนวน 436 เที่ยวบิน ผู้โดยสารทั้งหมด 52,611 คน แบ่งเป็นคนไทย 43,713 คน ชาวต่างชาติ จำนวน 8,898 คน

น.ท.สุธีรวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทสภ. ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถทั้งในด้านการสนับสนุนภารกิจการคัดกรองผู้โดยสารที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามายังประเทศไทย ตลอดจนประสานงานเรื่องการส่งต่อผู้โดยสารเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค (PUI) เพื่อเข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลภายนอก สำหรับการให้บริการและการอำนวยความสะดวกผู้โดยสารในช่วงการแพร่ระบาดฯ ทสภ. ได้ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการดำเนินงานที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยได้กำหนดอย่างเคร่งครัด อาทิ ตั้งจุดคัดกรองบุคคลที่เข้ามาใช้บริการภายในอาคารท่าอากาศยาน โดยต้องสวมหน้ากากอนามัย และผ่านการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย จัดแอลกอฮอล์ความเข้มข้นไม่น้อยกว่า 70% สำหรับล้างมือไว้ให้บริการอย่างเพียงพอ จัดพื้นที่พักคอย และจุดยืนรอรับบริการตามสถานที่ต่าง ๆ โดยเว้นระยะห่างทางสังคมอย่างน้อย 1 เมตร พร้อมจัดทำป้ายสัญลักษณ์ เครื่องหมายบนพื้น รวมทั้งการประกาศผ่านระบบเสียงประชาสัมพันธ์ตลอดเวลา รวมถึงให้ความสำคัญใส่ใจดูแลรักษาความสะอาด โดยเพิ่มรอบความถี่ในการทำความสะอาดทุกพื้นที่แบบ Deep Cleaning อย่างต่อเนื่องทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง โดยเน้นการใช้น้ำยาทำความสะอาดฆ่าเชื้อสูตรของสถาบันบำราศนราดูร เช็ดทำความสะอาดบริเวณพื้นที่จุดสัมผัสต่าง ๆ และกำหนดให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัย หรืออุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ตามภารกิจหน้าที่ เป็นต้น

น.ท.สุธีรวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า ทสภ. ได้พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและการบริการผู้โดยสารในด้านต่างๆ อาทิ การนำรถเวียน (Shuttle Bus) ใหม่มาปรับเปลี่ยนทดแทนของเดิมจำนวน 14 คัน ซึ่งรถรุ่นใหม่นี้มีแพลทฟอร์มพิเศษรองรับการขึ้น-ลงของรถเข็นสำหรับคนพิการด้วย การปรับเปลี่ยนตู้ KIOS รถรับจ้างสาธารณะ (รถแท็กซี่) ใหม่ทั้งหมดให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น การปรับปรุงลานจอดรถโซน 6 และ 7 โดยมีการก่อสร้างหลังคาคลุมทุกช่องจอด เป็นต้น

นอกจากนี้ ทสภ. ยังได้มีการปรับปรุง ซ่อมบำรุงอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ภายในอาคารผู้โดยสาร อาคารเทียบเครื่องบิน อาทิ การซ่อมบำรุงและเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ชำรุดทั้งในส่วนระบบลิฟต์ ทางลาดเลื่อน ระบบไฟฟ้า-แสงสว่าง ระบบปรับอากาศ ระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระ ระบบท่อสุขภัณฑ์ ห้องสุขา รวมทั้งยังได้มีการเปลี่ยนพื้นกระเบื้องที่ชำรุดบริเวณต่างๆ เป็นต้น สำหรับในส่วนทางวิ่ง ทางขับ ทสภ. ได้มีการตรวจสอบความแข็งแรงของพื้นผิว และอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ภายในพื้นที่เขตการบินให้พร้อมใช้งาน รวมทั้งได้มีการซ่อมบำรุง และเปลี่ยนอุปกรณ์ระบบไฟนำร่องเข้าจอดที่หลุมจอด (Visual Docking Guidance System (VDGS)) และระบบไฟฟ้า-แสงสว่างด้วย

น.ท.สุธีรวัฒน์ กล่าวในตอนท้ายว่า ทสภ. ยังได้ให้ความสำคัญในด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศ ซึ่งเป็นการสนับสนุนนโยบายการขนส่งสินค้าทางอากาศและโลจิสติกส์ของประเทศ เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบสินค้าเกษตรให้แก่ผู้ส่งออกและเกษตรกรไทย โดยในระยะแรกจะจัดตั้งโครงการจัดตั้งสถานที่สำหรับเตรียมสินค้าเกษตรและสินค้าเน่าเสียง่ายผ่านช่องทางพิเศษ (Perishable Premium Lane (PPL)) ก่อนการดำเนินโครงการศูนย์ตรวจสอบคุณภาพสินค้าก่อนส่งออก (Preshipment Inspection Center) ต่อไปในอนาคต โดยโครงการ PPL เป็นการให้บริการเสริมและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ส่งออก เปรียบเสมือนการให้บริการชั้นธุรกิจ (Business Class) สำหรับผู้โดยสารซึ่งสินค้าที่ใช้บริการในโครงการ PPL จะได้รับการดูแลและจัดเตรียมขึ้นเครื่องโดยผู้ชำนาญในการจัดเตรียมสินค้าทางอากาศโดยเฉพาะ ทั้งนี้ โครงการ PPL ดังกล่าว เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงคมนาคมและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ดับบลิวเอฟเอสพีจี คาร์โก้ จำกัด และบริษัทเอกชนหลายแห่งที่ให้ความร่วมมือส่งเสริมและยกระดับมาตรฐานสินค้าการเกษตรของไทยให้ทัดเทียมนานาชาติเพื่อให้ผู้ส่งออกไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลก และเพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางอากาศของอาเซียน

ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา ทสภ. ภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศ นำมาซึ่งรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาล ถึงแม้ในปีที่ 14 จะเผชิญวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดฯ ทสภ. ก็ยังคงพร้อมให้บริการเคียงข้างผู้โดยสาร ผู้ใช้บริการต่อไป สำหรับการก้าวเข้าสู่ปีที่ 15 ทสภ. ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและยกระดับคุณภาพการบริการอย่างต่อเนื่องในทุกด้าน เพื่อคงความเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคเอเชีย และสมกับเป็นประตูสู่นานาชาติของประเทศไทย ที่มีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนของประเทศให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืนตลอดไป