ขอนแก่นจัดงาน “เส้นทางผ้าไหม ความยิ่งใหญ่แห่งภูมิปัญญา” Khonkaen Silk Path Greatness of Wisdom : SILK-FASHION-SHOW 2020 ยกระดับผ้าไทยสู่อนุภาคลุ่มน้ำโขง

25

สัมผัสสุดยอดผลิตภัณฑ์จากผ้าไหม ผ้าทอมือ และผลิตภัณฑ์ OTOP ของใช้ของฝากจากดินแดนลุ่มน้ำโขง ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-13 กันยายน 2563 ณ บริเวณด้านหน้า MCC Hall เดอะมอลล์ บางกะปิ โดยมี นายวันชัย คงเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “เส้นทางผ้าไหม ความยิ่งใหญ่แห่งภูมิปัญญา” Khonkaen Silk Path Greatness of Wisdom : SILK-FASHION-SHOW 2020 โครงการยกระดับผ้าไหมสู่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

สืบเนื่องจากจังหวัดขอนแก่นมีนโยบายเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ SMEs และการเกษตรได้มีโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และสร้างอาชีพใหม่ สร้างรายได้ อันจะนําไปสู่ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศ และสามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้อย่างยั่งยืน ตามแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดได้มุ่งเน้นที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์สําคัญของกลุ่มจังหวัด เช่น ผ้าไหมมัดหมี่ ผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP) ข้าว อ้อย มันสําปะหลัง เป็นต้น โดยได้ กำหนดกรอบการพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากไหม มุ่งเน้นการนําผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดหรือสร้างโอกาสทางการตลาด

นายธีระเชษฐ สอนปะละ พัฒนาการจังหวัดขอนแก่น สํานักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดขอนแก่น กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน “เส้นทางผ้าไหม ความยิ่งใหญ่แห่งภูมิปัญญา” ครั้งนี้ว่า จัดขึ้นเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานของผ้าไหม ผลิตภัณฑ์ไหมและ OTOP ให้มีคุณภาพมาตรฐาน ให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคได้พบปะและเปลี่ยนความคิด ความต้องการของผู้บริโภค สร้างโอกาสทางการตลาดให้กับกลุ่มผู้ผลิตผ้าไหมของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด เพื่อนำมาพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่อไป นอกจากนั้นยังเป็นการสืบสานภูมิปัญญาและประชาสัมพันธ์ผ้าไหมมัดหมี่ลายอัตลักษณ์ของจังหวัดได้เผยแพร่อย่างกว้างขวางขึ้น

ซึ่งกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การจัดแสดงแฟชั่นโชว์ผ้าไหมมัดหมี่ผลงานจากดีไซน์เนอร์ชื่อดังที่รังสรรค์ลายผ้าไหมมัดหมี่ อัตลักษณ์เฉพาะตัวของจังหวัดขอนแก่นและกลุ่มจังหวัดขอนแก่น เพื่อสืบสานภูมิปัญญาสู่อนาคต “World IKAT Textiles Symposium (WITS)” ในการเป็นเมืองหัตถกรรมโลก แห่งผ้าไหมมัดหมี่ จึงเป็นการเผยแพร่เมืองหัตถกรรมโลกผ้าไหมมัดหมี่ระดับโลก เพื่อต่อยอดไปใช้ในวงการแฟชั่นได้เป็นอย่างดี และมีการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ OTOP จังหวัดขอนแก่น รวมทั้งมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมและการแสดงจากศิลปินชื่อดัง ทุกวันตลอดงาน

นายวันชัย คงเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า หากมองย้อนกลับไปถึงเส้นทางผ้าไหมในอดีตจนถึงวันนี้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่กระบวนการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม อุปกรณ์เครื่องมือกระบวนการสาวไหม ปั่นด้าย ตลอดจนถึงการทอ ทำให้คนรุ่นปัจจุบันได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่แห่งภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ดังนั้นคนรุ่นใหม่จึงเป็นความหวังที่จะสืบสานต่อยอดภูมิปัญญาของการทอผ้าไหมมัดหมี่ของไทยให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น และเผยแพร่ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดช่องว่างความยากจนของประชาชน

สิ่งที่ผมอยากจะนำเรียนอีกประการหนึ่งก็คือ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ ได้รับการรับรองจากสภาหัตถกรรมโลกให้เป็นเมืองหัตถกรรมโลก แห่งผ้าไหมมัดหมี่ (WCC-Word Craft City for lkat (Mudmee) เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2561 จังหวัดขอนแก่นได้ส่งเสริมภูมิปัญญาผู้ประกอบการในกระบวนการผลิตผ้าไหมมัดหมี่แบบครบวงจรและได้ค้นหาลายอัตลักษณ์ของผ้าไหมมัดหมี่ ประจำจังหวัดขอนแก่น เรียกว่า “ลายแคนแก่นคูน” และได้ร่วมงาน World lkat Textiles Symposium 2019 ณ กรุง Jakarta ประเทศอินโดนีเซียและเมืองกุดชิง รัฐชารวัด ประเทศมาเลเซีย ผลสำเร็จของการขับเคลื่อนทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์ 26 อำเภอ ผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้า จำนวน 504 กลุ่ม มีรายได้จากการจำหน่ายรวมทั้งสิ้นกว่า 4,253,000,000 บาท ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่มีอาชีพ มีรายได้เพิ่มขึ้น มีวัฒนธรรมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และการทำผ้ามัดหมี่กันมายาวนาน ชาวบ้านจะใช้เวลาว่างจากการทำนาและการเก็บเกี่ยวมาทอผ้าไว้ใช้ในครัวเรือน หรือไว้ใช้ในงานประเพณีต่างๆ กระทั่งในยุคหลังๆ มีการนำผ้าที่เหลือใช้เองมาจำหน่าย ต่อมาในหลายพื้นที่มีการพัฒนาการทอผ้าจนกลายมาเป็นรายได้หลักแทนการทำนาอาชีพแต่ดั้งเดิม

จนมาถึงวันนี้ ถือได้ว่า “ขอนแก่น” เป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบอย่างเส้นไหมแหล่งใหญ่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีศักยภาพในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม มีผู้ประกอบการทอผ้า ฟอกผ้า ย้อมสี และเป็นแหล่งผลิตผ้าไหมแหล่งใหญ่ของไทย โดยเฉพาะผ้าทอไหมมัดหมี่ของขอนแก่นมีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร มีลวดลายเฉพาะตัว ซึ่งเกิดจากวิธีการมัดหมี่ และเทคนิคการทอที่มีเอกลักษณ์ “ความเป็นชิ้นเดียวในโลก” ให้ความรู้สึกเป็นงานทำมือที่สุดมหัศจรรย์ จะเห็นได้ว่าหากมองย้อนกลับไปถึงเส้นทางผ้าไหมในอดีตจนมาถึงวันนี้ มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้คนรุ่นปัจจุบัน และรุ่นลูกรุ่นหลานได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่แห่งภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ และเป็นความหวังที่จะสืบสาน นำพาผ้าไหมมัดหมี่ของไทยต่อยอดไปในระดับโลกได้ ทำให้ชาวต่างชาติได้รู้จัก ได้ชื่นชมความงดงามของผ้าไทย เพิ่มมูลค่าให้ผ้าไทย สร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและประเทศชาติ และนำไปสู่การต่อยอด เกิดการท่องเที่ยวในชุมชน เพื่อศึกษารากเหง้าของมรดกศิลปวัฒนธรรมที่เป็นสมบัติอันล้ำค่าของแผ่นดินต่อไป

นางสาวสาวิตรี นุตะดี เจ้าของร้านสาวิตรีไหมไทย/ผู้ผลิตผ้าไหมมัดหมี่ภายใต้ชื่อ “พรพรหมไหมไทย” ได้รับเครื่องหมายโอทอประดับ 4 ดาว อยู่บ้านเลขที่ 343 ม.11 ต.ชนบท อ.ชนบท จ.ขอนแก่น กล่าวว่า จังหวัดขอนแก่น เป็นแหล่งจำหน่ายผ้าไหมในภาคอีสาน ซึ่งที่ผ่านมากรมการพัฒนาชุมชน (พช.) ได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไปออกบูธจำหน่ายสินค้าตามสถานที่ต่างๆ เช่น เมืองทองธานี สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุด ส่วนผลิตภัณฑ์ที่นำมาจำหน่าย ประกอบด้วย ผ้าไหม ผ้าฝ้ายทอมือมัดหมี่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป จะจำหน่ายในราคาถูก โดยเฉพาะผ้าฝ้ายทอมือมัดหมี่ราคาเริ่มต้นผืนละ 1,800 บาทขึ้นไป ซึ่งขึ้นอยู่กับลวดลายของแต่ละผืนคุณสมบัติเด่นของผลิตภัณฑ์คือ เป็นสินค้าโอทอประดับ 4 ดาว มีความคงทน สีสันสดใส ลวดลายสวยงาม โดยย้อมสีธรรมชาติและเคมี ได้ผ่านการตรวจสอบจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ส่วนในช่วงโควิด-19 ก็ได้รับผลกระทบโดยตรง ไม่สามารถออกบูธจำหน่ายสินค้าได้ เราจึงเพิ่มช่องทางการขายโดยวิธีการ Live สดทางเฟชบุ๊ค เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคมากที่สุด และยังจำหน่ายสินค้าในราคาย่อมเยาอีกด้วย ซึ่งผลตอบรับดี ทำให้มีรายได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถสั่งซื้อผลิตผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย ซึ่งเป็นสินค้าโอทอปของจังหวัดขอนแก่นได้ที่เพจ “สาวิตรีไหมไทย” หรือติดต่อเบอร์โทร 090-2150755

ทางด้านนายวินัด วิกาหะ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวอินทรีย์บ้านดงแดง ต.ดงแดง อ.จตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ด และผู้ผลิตข้าวหอมมะลินิล จมูกข้าวกล้องปลอดสารพิษ กล่าวว่า ผมมีอาชีพเป็นเกษตรกรปลูกข้าวอินทรีย์หลากหลายสายพันธุ์ เพื่อนำมาแปรรูปเป็นข้าวกล้อง 8 อย่าง 8 สายพันธุ์ และแปรรูปจมูกข้าวเป็นจมูกข้าวผงชงดื่ม สามารถละลายน้ำได้ดี เหมาะสำหรับคนทุกวัย สารกาบ้าในจมูกข้าวมีสรรพคุณมากมาย มีวิตามินบีสูง มีผลต่อสมอง ป้องกันอัลไซเมอร์ ช่วยให้นอนหลับสนิท ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน (ภูมิแพ้) ช่วยลดอาการวัยทอง ช่วยลดความเครียด แก้เหน็บชา ช่วยป้องกันกรดไหลย้อน ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขี้น เป็นต้น

“ปัจจุบันผู้บริโภคหันมาใส่ใจด้านสุขภาพมากขึ้น ดังนั้นการผลิตข้าวอินทรีย์ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนรักสุขภาพเพราะจะส่งผลดีต่อสุขภาพ ทำให้ร่างกายปลอดสารพิษ ช่วยลดต้นทุนการผลิต ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม ผู้บริโภคได้สินค้าปลอดภัย รสชาตินุ่มอร่อย กลิ่นหอมคงทน” นายวินัด กล่าว

ซึ่งการออกบูธจำหน่ายสินค้าในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสดีที่หน่วยงานภาครัฐให้ความสำคัญกับทางกลุ่มผู้ประกอบการ เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดอย่างหนึ่ง ช่วยเพิ่มยอดขาย ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง

สำหรับผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์ที่จำหน่ายราคาพิเศษในครั้งนี้ จะมีน้ำหนักตั้งแต่ 1 กิโลกรัม ราคา 80 บาท, 2 กิโลกรัม, 2.5 กิโลกรัม และ 3 กิโลกรัม ราคา 200 บาท และผลิตภัณฑ์จมูกข้าวกล้องผงชงดื่ม จำหน่ายถุงละ 120 บาท ถ้าลูกค้าสนใจสามารถสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ ID Line 064 3364363 นอกจากนี้ยังมีบริการส่งสินค้าทางพัสดุทั่วประเทศได้ที่ kerry หรือบริษัทไปรษณีย์ไทยอีกด้วย