กรมการข้าวลุยอีสาน ขับเคลื่อนโครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้สู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ฯ ใช้เทคโนโลยีที่ถูกต้องเหมาะสมในการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพดีเยี่ยม รณรงค์ลด ละ การใช้สารเคมี และใช้ปุ๋ยพืชสดแทน

31

กรมการข้าวขับเคลื่อนโครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้สู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปี 2563 วางเป้าหมายให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีที่ถูกต้องและเหมาะสมในการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพดีเยี่ยม พร้อมทั้งรณรงค์ส่งเสริมนโยบายเกษตรอินทรีย์ ลด ละ การใช้สารเคมี และใช้ปุ๋ยพืชสด เพื่อให้ข้าวมีกลิ่นหอมคงเดิม และได้มาตรฐาน GAP

โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้สู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นอกจากนี้ยังมีความสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในยุทธศาสตร์ที่ 2 การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับมาตรฐานสินค้า และยุทธศาสตร์ที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรการเกษตรและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน

สำหรับโครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้สู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปี 2563 ซึ่งกรมการข้าว สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีเป้าหมายให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีที่ถูกต้องและเหมาะสมในการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพสูงในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดร้อยเอ็ด มหาสารคาม ยโสธร สุรินทร์ และศรีษะเกษ พื้นที่ประมาณ 30,000 ไร่ และเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับชุมชนชาวนาอื่นๆ ได้

ทั้งนี้ ดำเนินการในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดร้อยเอ็ด ได้แก่ อำเภอปทุมรัตน์ อำเภอเกษตรวิสัย อำเภอสุวรรณภูมิ อำเภอโพนทราย และอำเภอหนองฮี จังหวัดสุรินทร์ ได้แก่ อำเภอชุมพลบุรี และอำเภอท่าตูม จังหวัดศรีษะเกษ ได้แก่ อำเภอศิลาลาด อำเภอราษีไศล และอำเภอยางชุมน้อย จังหวัดมหาสารคาม ได้แก่ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดยโสธร ได้แก่ อำเภอค้อวัง และอำเภอมหาชนะชัย

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2563 นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยนายทรรศนะ ลาภรวย ที่ปรึกษาอธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชน ลงพื้นที่ศึกษาดูงานและรับฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินงานโครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้สู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปี 2563 ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด

นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ในปีนี้กรมการข้าวตั้งเป้าหมายว่าจะมีเกษตรกรที่ผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพสูงได้ตามมาตรฐานที่อยู่ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้เข้าร่วมโครงการประมาณ 2,000 ราย พื้นที่ 30,000 ไร่ โดยกรมฯ จะสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 และกข.15 ให้กับผู้เข้าร่วมโครงการทุกราย ในอัตราไร่ละ 15 กิโลกรัม คาดว่าจะสามารถผลิตข้าวเปลือกหอมมะลิคุณภาพชั้นเลิศประมาณ 13,500 ตันข้าวเปลือก จำหน่ายได้ในราคาสูงขึ้น ประมาณ 500 บาทต่อตัน คิดเป็นมูลค่า 6.75 ล้านบาทต่อฤดูการผลิต

อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยอีกว่า การผลิตข้าวอินทรีย์ เป็นระบบการผลิตข้าวที่ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิดเป็นต้นว่า ปุ๋ยเคมี สารควบคุมการเจริญเติบโต สารควบคุมและกำจัดวัชพืช สารป้องกันกำจัดโรค แมลงและสัตว์ศัตรูข้าว ตลอดจนสารเคมีที่ใช้รมข้าวในโรงเก็บเพื่อป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าว ซึ่งการผลิตข้าวอินทรีย์ นอกจากจะทำให้ได้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัยจากสารพิษแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและเป็นการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืนอีกด้วย

ส่วนปัญหาภัยแล้งหรือภาวะฝนทิ้งช่วง ก็ส่งผลกระทบต่อการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ด้วยเช่นกัน ซึ่งในปีนี้คาดการณ์ว่าผลผลิตต่อไร่จะลดลง ไม่ตรงตามเป้าหมาย 100% แต่จะส่งผลดีทำให้ข้าวหอมมะลิมีกลิ่นหอมมากขึ้น

นายกิติโชติ จันทร์ศรีตระกูล ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการผลิตและจัดการผลผลิต สำนักส่งเสริมการผลิตข้าว กล่าวว่า โครงการดังกล่าวส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีที่ถูกต้องและเหมาะสมในการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพสูงไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของพื้นที่เป้าหมาย เนื่องจากทุ่งกุลาร้องไห้มีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 2 ล้านไร่ นอกจากนี้ยังมีการบริหารจัดการเพื่อทำให้คุณภาพข้าวหอมมะลิมีคุณภาพดีเลิศ ซึ่งมีผลต่อความหอมของข้าวหอมมะลิ โดยการใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพดี มีความบริสุทธิ์ตรงตามพันธุ์ กระบวนการเก็บเกี่ยวและลดความชื้น ต้องใช้ระยะเวลาเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม ในระยะพลับพลึง เพื่อให้ได้คุณภาพเมล็ดข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุด และควรมีการนำข้าวไปตากหรืออบแห้ง เพื่อลดความชื้นให้เร็วที่สุด ส่วนการจัดการน้ำ ควรระบายน้ำออกจากแปลงนาในช่วงประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ผลผลิตข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพดีและมีปริมาณสารหอม 2-AP สูง และควรใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ซึ่งกรมการข้าวกำลังเร่งดำเนินการจัดทำแปลงทดสอบปุ๋ยที่จำเป็นต้องเพิ่มธาตุอาหารรองในพื้นที่ผลิตข้าวหอมมะลิของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อแนะนำส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถจัดการได้อย่างเหมาะสม เพื่อพัฒนาคุณภาพข้าวหอมมะลิให้มีคุณภาพสูงตามความต้องการของตลาด

ด้านนายคารมย์ ขุนหล้า ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด เปิดเผยต่อว่า ทางศูนย์ฯ พยายามใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวจากกรมการข้าวโดยตรง โดยจะเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ทุกๆ 2 ปี เพื่อรักษาคุณภาพความหอมเอาไว้ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวข้าวในระยะพลับพลึง มีการตรวจวิเคราะห์ค่าดิน และส่งเสริมนโยบายเกษตรอินทรีย์ ลด ละการใช้สารเคมี และใช้ปุ๋ยพืชสด เพื่อให้ข้าวมีกลิ่นหอมคงเดิม และได้มาตรฐาน GAP พร้อมทั้งแนะนำโรงสีในเรื่องการเก็บรักษาความหอมของข้าวหอมมะลิอีกด้วย

ส่วนราคาข้าวขึ้นอยู่กับสภาพความแปรปรวนในแต่ละปี ซึ่งกลุ่มผู้ผลิตข้าวที่มีความเข้มแข็ง ก็สามารถกำหนดราคาขายเองได้ โดยราคาจะต้องสูงกว่าในท้องตลาด ประมาณ 500-1,000 บาท ต่อตัน ซึ่งเราคาดหวังว่าเมื่อเสร็จสิ้นโครงการดังกล่าวแล้ว จะมีข้าวหอมมะลิคุณภาพชั้นดีเยี่ยมออกสู่ตลาดโลก ซึ่งอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เพราะเป็นแหล่งผลิตข้าวชั้นดี

นอกจากนี้ ทางศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ดยังส่งเสริมให้เกษตรกรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เหมาะสม มีความต้านทานโดยธรรมชาติ รักษาสมดุลของศัตรูธรรมชาติ การจัดการพืช ดิน และน้ำ ให้ถูกต้องเหมาะสมกับความต้องการของต้นข้าว เพื่อให้ต้นข้าวเจริญเติบโตได้ดี มีความสมบูรณ์แข็งแรงตามธรรมชาติ และส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงตลาดสินค้าข้าวอินทรีย์ เพื่อขยายตลาดสินค้าข้าวอินทรีย์ในแถบเอเชีย ยุโรป และจีนในลำดับต่อไป