สมาชิกสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ประกอบอาชีพเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังเสริมรายได้ ชูจุดเด่นเนื้อแน่น รสชาติอร่อย ไม่มีกลิ่นคาว

21

สมาชิกสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ประกอบอาชีพเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังเสริมรายได้อีกทางหนึ่ง มั่นใจปลาคุณภาพดีกว่าจังหวัดอื่นๆ ชูจุดเด่นเนื้อแน่น รสชาติอร่อย ไม่มีกลิ่นคาวหรือกลิ่นโคลน

ปัจจุบันสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ นอกจากจะดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการรับฝากเงิน การรวบรวมผลผลิตทางเกษตร และอื่นๆ อีกมากมายแล้ว ยังส่งเสริมให้สมาชิกประกอบอาชีพเลี้ยงปลาในกระชัง บริเวณปากน้ำประแสร์ อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง เพื่อช่วยเสริมรายได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีเกษตรกรรวมกลุ่มกันเลี้ยงปลาในกระชังประมาณ 7-8 ราย แต่ปัจจุบันนี้เหลือเพียง 6 รายเท่านั้น รวมทั้งสิ้น 400 กว่ากระชัง หรือรายละ 70-80 กระชัง ส่วนใหญ่จะเลี้ยงปลาทับทิม เพราะเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย ราคาดี และเป็นที่ต้องการของท้องตลาด จนกำลังการผลิตไม่เพียงพอ

นายสันติ ขจรเวชไพศาล ประธานสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ กล่าวว่า ตนเองเลี้ยงปลาในกระชังประมาณ 14-15 ปี โดยใช้วิธีการเลี้ยงแบบให้อาหารลอยน้ำ ที่ผ่านมาก็มีปัญหาปลาล้นตลาดบ้างเป็นบางช่วง โดยเฉพาะในช่วง 6-7 เดือนที่ผ่านมา เกิดปัญหาน้ำน้อย ส่งผลกระทบทำให้ปลาน็อคน้ำ เกิดปัญหาราคาตกต่ำ สร้างความเสียหายอย่างมาก โดยปกติปลาหน้ากระชังจะจำหน่ายกิโลกรัมละ 70-80 บาท แต่ถ้าเป็นช่วงปลาน็อคน้ำราคาจะลดลงเหลือกิโลกรัมละ 20 บาท

ซึ่งทำให้เกิดภาวะขาดทุน เพราะการเลี้ยงปลาในกระชังจะใช้ต้นทุนสูง ทั้งค่าอาหารและค่าออกซิเจน เฉลี่ยต้นทุนกิโลกรัมละ 55 บาท โดยทางสหกรณ์ได้ใช้มาตรการเยียวยาโดยการจ่ายเงินชดเชยให้กับสมาชิกรายละหลายหมื่นบาท และสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ ขณะนี้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำประแสร์เหลืออยู่เพียง 30% เท่านั้น ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อน ส่วนปีนี้ถือว่าแล้งมาก

ส่วนในช่วงโควิด-19 ก็ได้รับผลกระทบบ้าง แต่ไม่มากเท่าไหร่ เนื่องจากปัจจุบันปริมาณการผลิตก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคอยู่แล้ว ซึ่งปลาทับทิมของกลุ่มเรามีคุณภาพดีที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับจังหวัดอื่นๆ และมีจุดเด่น คือ เนื้อแน่น รสชาติอร่อย ไม่มีกลิ่นคาวหรือกลิ่นโคลน โดยจะมีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อที่หน้ากระชังเลย ส่วนพันธุ์ปลานั้นมีหลายไซต์ ตั้งแต่ตัวละ 6-8 บาท วิธีการเลี้ยง ถ้าปริมาณน้ำน้อยจะปล่อยพันธุ์ปลาประมาณ 800 ตัว/กระชัง แต่ถ้าปริมาณน้ำมากก็จะปล่อยพันธุ์ปลาประมาณ 1,000 ตัว/กระชัง

นายสันติ กล่าวอีกว่า การเลี้ยงปลาก็มีปัญหาอยู่บ้าง ก็จะมีโรคปลา โดยมีปัจจัยมาจากพันธุ์ปลาที่เราซื้อติดเชื้อมาด้วย รวมถึงคุณภาพน้ำก็สำคัญ เพราะถ้าน้ำน้อย หรือน้ำนิ่งนานๆ ก็จะต้องใช้ออกซิเจนเข้าช่วย ซึ่งในปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่หรือลูกหลานเกษตรกรที่สานต่ออาชีพเลี้ยงปลาในกระชังก็จะคิดค้นวิธีการเลี้ยงแบบใหม่เข้ามาเสริม ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน โดยจะมีการจัดทำบัญชีอย่างละเอียด และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่มผู้เลี้ยงปลามาโดยตลอด จึงทำให้ทราบอัตราการเจริญเติบโตของปลาตั้งแต่เริ่มแรกที่ปล่อยปลาในกระชัง จนกระทั่งตัวโตเต็มที่ สามารถจับขายได้

“จริงๆ แล้วสมาชิกอยากจะเลี้ยงปลาในกระชังเพิ่มขึ้น แต่ติดปัญหาตรงที่กรมชลประทานไม่อนุญาตให้เลี้ยงปลาเพิ่ม โดยอนุญาตเพียงรายเดิมเท่านั้น เพราะหวั่นว่าจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และทำลายระบบนิเวศน์ ซึ่งการประกอบอาชีพเลี้ยงปลาในกระชังช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เสริมปีละหลายล้านบาท ส่งผลให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น สหกรณ์มีความเข้มแข็ง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ประธานสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ กล่าว