ทนไม่ไหว เปิดใจ นางฟ้าลูกหนัง “มาดามแป้ง” ถึงกรณีวีเออาร์ของส.บอลไทย

29

นางฟ้าวงการบอลไทย “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ เปิดความในใจกรณีสมาคมฟุตบอลงดใช้วีเออาร์ในไทยลีก และห้ามสโมสรจ่ายเงินเอง พร้อมส่งจดหมายเปิดผนึกถึง พลตำรวจเอก สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ หลัง 3 สโมสรดัง การท่าเรือ เอฟ.ซี., ทรูแบงค็อกยูไนเต็ด, เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ยืนยันคัดค้านการเลิกใช้วีเออาร์เอง

จากกรณีที่ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้แจ้งถึงการระงับการใช้งานเทคโนโลยี VAR (Video Assistant Referee) ในศึกฟุตบอลโตโยต้าไทยลีก 2020 ที่จะกลับมาเริ่มทำการแข่งขันนัดที่ 5 ในวันที่ 12-13 กันยายนนี้ โดยทาง 3 สโมสร ได้แก่ สโมสรการท่าเรือ เอฟ.ซี., สโมสรทรูแบงค็อกยูไนเต็ด, สโมสรเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด นำโดยทาง 3 ประธานสโมสรไทยลีก ขจร เจียรวนนท์ ของ ทรูแบงค็อกยูไนเต็ด, วิลักษณ์ โหลทอง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด และ นวลพรรณ ล่ำซำ การท่าเรือ เอฟซี ได้ร่วมกันแถลงข่าวประเด็นนโยบายการใช้ VAR (วีเออาร์) ของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ โดยขอคัดค้านการเลิกใช้วีเอออาร์ อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย  ในพระบรมราชูปถัมภ์ชี้แจงว่า ห้ามใช่วีเออาร์ แม้ว่าหากทางสโมสรจะจ่ายเงินเอง ก็ไม่สามารถใช้วีเออาร์ได้ก็ตาม

ล่าสุด ทาง “มาดามแป้ง” นางนวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการบริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด ในฐานะ ประธานสโมสรการท่าเรือ เอฟ.ซี.ได้ส่งความในใจ จดหมายเปิดผนึกจากมาดามแป้ง ถึง พลตำรวจเอก สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีเนื้อความดังนี้

จากกรณีที่ โฆษกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เปิดเผยถึงกรณีการระงับการใช้งานเทคโนโลยี VAR (Video Assistant Referee) ในศึกฟุตบอลโตโยต้าไทยลีก 2020 ที่จะกลับมาเริ่มทำการแข่งขันนัดที่ 5 ในวันที่ 12-13 กันยายนนี้ โดยแจ้งว่า “แม้สโมสรจะยินดีรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง…ก็ห้ามใช้”

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และบริษัท ไทยลีก จำกัด ได้ดำเนินการส่งหนังสือถึงสโมสรสมาชิกเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมเรื่อง VAR มาอย่างต่อเนื่องดังนี้

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 สมาคมฯ แจ้งขอให้สโมสรเตรียมความพร้อมในการนำระบบ Video Assistant Referee (VAR) มาใช้สำหรับฤดูกาล 2563 ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานที่ติดตั้ง พื้นที่ติดตั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง การอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ และอื่นๆ ซึ่งสโมสรสมาชิกรับทราบ และได้ดำเนินการตามนโยบายทุกด้าน

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2563 บริษัท ไทยลีก จำกัด แจ้งขอยกเลิกการใช้งานระบบ Video Assistant Referee (VAR) สำหรับฤดูกาล 2563 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ส่งผลกระทบต่องบประมาณการดำเนินการจัดการแข่งขันในทุกๆ ด้าน และผู้สนับสนุนหลักของสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ได้ยุติบทบาทถอนตัว พร้อมได้ย้ำชัดเจน

ในหนังสือว่า “หากสโมสรของท่านมีความประสงค์ที่จะขอใช้ระบบ Video Assistant Referee (VAR) ในการแข่งขันตามโปรแกรมที่บริษัท ไทยลีก จำกัด ส่งแจ้งต่อสโมสร สโมสรจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ โดยมีค่าใช้จ่ายต่อนัด ราคา 82,000 บาท พร้อมส่งหนังสือแจ้งกลับมายังบริษัท ไทยลีก จำกัด ภายในวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2563 เวลา 17.00 น.”

ซึ่งทีมการท่าเรือ เอฟซี ได้รีบดำเนินการแจ้งตอบกลับในวันเดียวกัน (15 สิงหาคม 2563) กับที่ได้รับอีเมลว่า “ทางสโมสรการท่าเรือ ขอใช้ VAR ทุกนัด ทั้งนัดเหย้า และนัดเยือน ตามตารางการแข่งขันที่ทางสมาคมและไทยลีกกำหนด โดยจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองในทุกนัด” และเชื่อว่ามีหลายสโมสรที่แจ้งความประสงค์ขอใช้ VAR ด้วยเช่นกัน

ดังนั้นมติของการประชุมสมาคมที่แจ้งยกเลิกการใช้ VAR ทุกกรณี เพื่อลดค่าใช้จ่ายของสมาคมฯ แม้สโมสรสมาชิกจะยินดีรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง จึงเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ และแนวทางของการมุ่งมั่นพัฒนาการจัดการแข่งขันอย่างมืออาชีพ เพื่อยกระดับมาตรฐานการแข่งขัน ภายใต้หลักการของความน่าเชื่อถือ โปร่งใสและยุติธรรม เช่นเดียวกับลีกฟุตบอลอาชีพที่เป็นที่ยอมรับโดยสากลเช่น Premier League, La Liga Spain, Serie A Italy, Bundesliga Germany ซึ่ง ทุกลีกใช้ VAR ตลอดทั้งฤดูกาลที่จบไป และจะใช้ต่อเหมือนเดิมในฤดูกาลใหม่

ทำไมการนำระบบ Video Assistant Referee (VAR) มาใช้ในการแข่งขันกีฬาฟุตบอล โดยเฉพาะกับฟุตบอลลีกอาชีพรายการ ไทยลีก 1 ในฤดูกาล 2563 จึงมีความสำคัญมากสำหรับสโมสรสมาชิก

ไม่เพียงแต่เป็นการยกระดับการแข่งขันให้ทัดเทียมกับระดับสากล แต่เพื่อลดความขัดแย้ง หรือการโต้เถียงกันของสโมสร ซึ่ง VAR จะเป็นหลักประกันของความน่าเชื่อถือ ความยุติธรรม ความเท่าเทียมกัน และความโปร่งใส แก่ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับทุกสโมสร อาทิ ผู้บริหารทีมงานสโมสร แฟนบอล นักกีฬา และรวมถึงผู้ตัดสินที่ทำหน้าที่ในทำสนาม ซึ่งหลายครั้งถูกมองว่าทำหน้าที่ตัดสินผิดพลาด และมักถูกบทลงโทษให้เป็นผู้รับผิดชอบในความผิดพลาดนั้นๆ แม้บทลงโทษจะไม่ได้มีผลย้อนหลังกับสโมสรสมาชิกก็ตาม และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำไมจึงควรนำระบบ VAR มาใช้ในการแข่งขัน เพื่อให้การแข่งขันเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรมโดยแท้จริง

ดังนั้น เพื่อให้วงการฟุตบอลสามารถเดินหน้าต่อได้ด้วยความรักความสามัคคี และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สโมสรการท่าเรือ เอฟซี ในฐานะสโมสรสมาชิก ขอเรียกร้องต่อสมาคมดังนี้

  1. หลายสโมสรยินยอมจ่ายเงินซื้อระบบการใช้งาน VAR เพื่อตอบโจทย์ความชัดเจนและความยุติธรรมให้กับการแข่งขัน และเพื่อไม่ให้ผู้ตัดสินที่ทำหน้าที่ในสนามต้องกลายเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว แต่แล้ววันนี้สมาคมกลับบอกว่าทำไม่ได้ จึงควรต้องมีเหตุผลที่จะอธิบายสร้างความกระจ่างชัดแก่สมาชิกอย่างสมเหตุสมผล เพื่อการจัดการแข่งขันแบบมืออาชีพต้องโปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม ไม่สร้างข้อกังขา หรือการโต้แย้งกันไปมา
  2. วงการฟุตบอลคือคนครอบครัวเดียวกัน “คำไหนคำนั้น” สมาคมควรต้องคำนึงถึงสโมสรด้วยความจริงใจ ไม่กลับคำไปมา และปล่อยข่าวรายวัน จนก่อให้เกิดข่าวลือต่างๆ ที่สร้างความไม่ชัดเจน นำไปสู่การบอกเลิกสัญญานักเตะก่อนครบกำหนด และได้เห็นหลายสโมสรขอใช้สิทธิ์พักทีม รวมถึงการขอถอนตัวของผู้สนับสนุนสโมสรหลายรายเช่นเดียวกันกับสมาคมฯ เพราะการเปลี่ยนแปลงแสดงให้เห็นอยู่ตลอดเวลา โดยไม่มีความแน่ชัด และข้อมูลที่แน่นอนให้กับสโมสรสมาชิก การปรับตัวของแต่ละทีมจึงดำเนินกิจการต่อไปได้ยาก 
  3. ขอความชัดเจน “เรื่องเงินสนับสนุน” ที่จะให้กับสโมสรสมาชิก เดิมสโมสรไทยลีก1 จะได้รับเงินสนับสนุนขั้นต่ำ 20 ล้านบาท และยังมีการสนับสนุนเงินจำนวน 5 ล้านบาทผ่านโครงการ FA Thailand Development เพื่อยกระดับสโมสรสู่ความเป็นสากล ซึ่งเป็นความคาดหวังตั้งแต่ต้นของสโมสรสมาชิก และเป็นคำมั่นสัญญาของสมาคมฯ ที่ให้ไว้กับสโมสรสมาชิก ในการแบ่งเบาภาระ การกำหนดแนวทางการพัฒนาทีม และการบริหารด้านการเงินของทีม ทั้งนี้ทีมท่าเรือเข้าใจในปัญหาที่สมาคมแจ้งว่าเกิดจากสภาวะ COVID-19 แต่สโมสรก็อยากขอความชัดเจนในจุดนี้ด้วยเช่นกัน 
  4. ขอความชัดเจน “เรื่องลิขสิทธิ์ในการถ่ายทอดสด” ที่หายไป ใครจะถ่ายทอดสด จะถ่ายจำนวนกี่แมตช์ เพราะไม่ได้กระทบแค่กับสมาคมฯ แต่รวมถึงคำสัญญาของสโมสรที่มีให้กับผู้สนับสนุนของตนเอง ที่จะได้เจอโลโก้หรือสื่อประชาสัมพันธ์ของตนเองผ่านการถ่ายทอดสดในแต่ละนัดก็หายไปด้วย กระทบทุกด้าน และผู้สนับสนุนเหล่านี้ บริษัทส่วนใหญ่มักจะปิดรอบบัญชีกันในเดือนธันวาคม 2563 ความชัดเจนจึงสำคัญมากเพื่อให้สโมสรสามารถวางแนวทางเดินต่อได้
  5. ขอความตรงไปตรงมาจากสมาคมฯ เพราะในวันที่มีการประชุมร่วมกับสโมสรสมาชิก เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2563 ที่ผ่านมา ได้ให้สโมสรสมาชิกลงมติจัดการแข่งขันจบแบบข้ามปี (จบเดือนพฤษภาคม) โดยสมาคมฯ ไม่ได้มีการชี้แจงให้สโมสรสมาชิกทราบ ถึงผลที่จะตามมาเกี่ยวกับทรู หรือ “ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด” ซึ่งเรื่องดังกล่าวส่งผลเป็นอย่างมากต่อเงินสนับสนุนที่จะมอบให้กับสโมสรสมาชิกในฤดูกาลนี้ (ดังที่ได้ชี้แจงในข้อ 4.) จึงเป็นที่มาว่าทำไม สโมสรสมาชิกจึงมีมติลงคะแนนให้ดำเนินการจัดการแข่งขันข้ามปีได้
  6. ตามที่มีข่าวผ่านสื่อทั่วไป เกี่ยวกับงบดุลและเงินคงเหลือของสมาคม หลายคนตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องรายรับรายจ่ายของสมาคมฯในแต่ละปี (2560-2562) ในฐานะสโมสรสมาชิก อยากขอให้สมาคมออกมาเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้ชัดเจน โดยให้มีการตรวจสอบจากบุคคลหรือหน่วยงานที่มีความเป็นกลาง ได้มาตรฐานสากล เพื่อความสง่างามและแสดงความจริงใจของสมาคมฯ
  7. ขอให้สมาคมฟุตบอล เปิดใจรับฟังสโมสรสมาชิก รับฟังทุกเสียงทั้งจากคนที่อยู่ในสนามและนอกสนาม อย่างแท้จริง เพราะฟุตบอลไม่ใช่แค่เรื่องของผู้บริหารสโมสร โค้ช หรือนักเตะเท่านั้น แต่ยังหมายถึงผู้คนที่เกี่ยวข้องอีกมากทั้งเจ้าหน้าที่ รปภ. เด็กเก็บบอล กรรมการ สื่อ รวมถึงแฟนบอลที่อยู่นอกสนาม ถ้าเราจะเดินไปข้างหน้า เราต้องรับฟัง และลงมือทำบางอย่างเพื่อพวกเขา อย่างตรงไปตรงมา ลงมือทำเพื่อพวกเขาด้วยความจริงใจ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ง

กีฬาฟุตบอลคือกีฬาของมวลชน ที่อยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ดังนั้นทุกภาคส่วนจึงมีความเป็นห่วงเป็นใยต่อภาพลักษณ์และแนวทางของการดำเนินงานของสมาคมในทุกมิติ เพื่อให้ “ฟุตบอล” คือ กีฬาแห่งสปิริต ที่รวมความสามัคคีและรวมจิตใจของคนไทยทั้งประเทศอย่างแท้จริง