ป.ป.ส. เผยสถานการณ์ลักลอบลำเลียงไอซ์ในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง รุนแรงอีกครั้ง หลังพบสถิติจับยึดสูงขึ้นในหลายประเทศ

17

ป.ป.ส. เผยสถานการณ์ลักลอบลำเลียงไอซ์ในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง รุนแรงอีกครั้ง หลังพบสถิติจับยึดสูงขึ้นในหลายประเทศ ช่วง 10 เดือน รวม 6 ประเทศยึดของกลางแล้วกว่า 32 ตัน ส่วนใหญ่ลำเลียงไปประเทศที่สาม

วันที่ 19 สิงหาคม 2563 นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) เปิดเผยว่าการลักลอบผลิตไอซ์ในสามเหลี่ยมทองคำมีปริมาณเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีการลักลอบลำเลียงออกจากแหล่งผลิตเพื่อกระจายไปยังแหล่งแพร่ะบาดในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะนอกอนุภูมิภาคเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้เกิดจากการที่ขบวนการผลิตสามารถจัดหาสารตั้งต้นเคมีภัณฑ์ป้อนเข้าแหล่งผลิตได้อย่างต่อเนื่อง

ทำให้มีการลักลอบลำเลียงไอซ์จากแหล่งผลิตในสามเหลี่ยมทองคำ ผ่านประเทศสมาชิกในลุ่มแม่น้ำโขงเพื่อส่งต่อไปยังประเทศที่สาม มีเพิ่มขึ้นมากทั้งความถี่และปริมาณ โดยเฉพาะในช่วงหลังที่มีการคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดไวรัส Covid – 19 ซึ่งตลอด 10 เดือน 6 ประเทศสมาชิกภายใต้แผนปฏิบัติการร่วมสามเหลี่ยมทองคำยึดไอซ์ได้รวม 32.78 ตัน

ซึ่งช่วงที่ผ่านมาพบการลักลอบลำเลียงไอซ์จากแหล่งผลิตในสามเหลี่ยมทองคำ กระจายในประเทศลุ่มแม่น้ำโขงมากขึ้น โดยเฉพาะหลังการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 เห็นได้จากสถิติการจับยึดที่สูงขึ้นต่อเนื่องในหลายประเทศ สำหรับในไทย จากการติดตามข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการสำนักงาน ป.ป.ส. (ศปก.ป.ป.ส.) พบว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 ถึงปัจจุบัน ทั่วประเทศสามารถจับยึดไอซ์รวม 19.86 ตัน ในจำนวนดังกล่าวเป็นการจับยึดต่อครั้งที่มีปริมาณ 100 กิโลกรัมขึ้นไปรวม 38 ครั้ง แต่มีปริมาณไอซ์รวมถึง 17.42 ตัน หรือร้อยละ 87.7 ของไอซ์ที่จับยึดได้ทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม จากการขยายผลการสืบสวนและด้านการข่าวหลังการจับยึดพบข้อมูลที่เชื่อได้ว่ามีไม่น้อยกว่า 28 ครั้ง รวมไอซ์ 16.10 ตัน ที่การลักลอบลำเลียงมีจุดหมายปลายทางไปประเทศที่สาม ทำให้สรุปได้ว่า ไอซ์ส่วนใหญ่ที่จับยึดได้นั้นไม่ได้ถูกกระจายอยู่ในประเทศ แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องมีการเฝ้าระวังกันอย่างใกล้ชิด เพราะเมื่อมีการลักลอบลำเลียงเข้ามามาก ก็ย่อมมีส่วนที่ถูกแบ่งมากระจายภายในประเทศเช่นเดียวกัน

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมาของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะการห้ามข้ามแดน มีผลต่อการลักลอบลำเลียงตามแนวชายแดนโดยตรง ทำให้ไอซ์ปริมาณมากต้องถูกพักเก็บ ไม่สามารถส่งออกไปยังประเทศที่เป็นตลาดปลายทางได้ เมื่อมีการผ่อนคลายมาตรการ ขบวนการค้ายาเสพติดจึงเร่งระบายไอซ์ออกจากที่พักเก็บและกระจายไปทุกทิศทางผ่านประเทศลุ่มแม่น้ำโขงเพื่อส่งต่อไปยังประเทศที่สาม

เห็นได้จากห้วงที่ผ่านมาทุกประเทศจับยึดไอซ์ได้เป็นจำนวนมาก คือ เมียนมา ยึดไอซ์ได้กว่า 7.4 ตัน สปป.ลาว 3.54 ตัน เวียดนาม 896 กิโลกรัม จีน 581.3 กิโลกรัม และกัมพูชา 506.4 กิโลกรัม ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกลำเลียงออกต่อไปยังประเทศแถบเอเชียตะวันออกและโอเชียเนีย สอดคล้องกับรายงานของ UNODC ที่ระบุว่าสถานการณ์ปัญหาไอซ์ในกลุ่มประเทศดังกล่าวมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น

และจากสถานการณ์ปัญหาการขยายตัวอย่างรุนแรงของปัญหาไอซ์ในภูมิภาค สำนักงาน ป.ป.ส. และหน่วยงานภาคี ได้ประสานงานกับ สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime : UNODC) และนานาประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน ผ่านกลไกความร่วมมือต่างๆ ในภูมิภาค ได้แก่ ป.ป.ส.อาเซียน แผนแม่น้ำโขงปลอดภัย และแผนปฏิบัติการร่วมสามเหลี่ยมทองคำ 1511

ตลอดจนได้เน้นย้ำให้มีการบูรณาการด้านการข่าวสกัดกั้นทั้งสารตั้งต้นเคมีภัณฑ์และยาเสพติด เพื่อลดทอนศักยภาพของขบวนการค้า และไม่ให้ยาเสพติดส่งผลกระทบต่อสังคม อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดของยาเสพติดในประเทศจะลดลงได้ ต้องให้ความสำคัญกับลดความต้องการยาเสพติดโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน จึงขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันรณรงค์ ป้องกัน และสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อไม่ให้เกิดผู้ใช้ยาเสพติดหน้าใหม่ และขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหายาเสพติดของรัฐบาล

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหายาเสพติดได้ หากพบผู้มีพฤติการณ์เกี่ยวกับยาเสพติด แจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วน ป.ป.ส. โทร. 1386 ตลอด 24 ชั่วโมง