“สมบัติ มั่งคำ” ต้นแบบคนรุ่นใหม่สานต่ออาชีพการเกษตร ปลูกพืชผักอินทรีย์ตามวิถีชาวบ้าน แหล่งผลิตสินค้ามีคุณภาพ และปลอดภัย ร่วมใจกันพัฒนาระบบสหกรณ์ให้เจริญก้าวหน้า

55

โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร เป็นนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่สนับสนุนให้คนรุ่นใหม่กลับมาอยู่ในภูมิลำเนาของตนเอง เพื่อสืบสานอาชีพการเกษตรของพ่อแม่และได้อยู่ใกล้ชิดกับครอบครัว ซึ่งเกษตรที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าวต้องการองค์ความรู้ในการทำเกษตรแบบผสมผสาน และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ๆ เข้ามาช่วยพัฒนาอาชีพ ซึ่งจะเน้นส่งเสริมให้ทำการเกษตรแบบสมัยใหม่ ให้รู้จักการวางแผนการผลิตและการตลาดให้เหมาะสม พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้สหกรณ์เข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการนี้ด้วย เพื่อส่งเสริมให้มีการสร้างงานในพื้นที่ และสนับสนุนให้เกษตรกรรุ่นใหม่ได้กลับมาสานต่ออาชีพการเกษตร และร่วมกันพัฒนาระบบสหกรณ์ให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ซึ่งเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านในพื้นที่ทำการเกษตรในเขตนิคมอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ได้สมัครใจกลับมาทำการเกษตรในรูปแบบเกษตรอินทรีย์วิถีชาวบ้านแบบผสมผสาน โดยการปลูกไม้ผล เช่น มัลเบอร์รี่ ลำไย มะม่วง มะนาว เสาวรส พืชสมุนไพร และผักพื้นบ้านตามฤดูกาล โดยจะทำเกษตรอินทรีย์เพื่อรักษาระบบนิเวศน์ในฟาร์ม พร้อมทำการตลาดโดยการขายผ่านออนไลน์ และบริการส่งถึงผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งในอนาคตจะมีการต่อยอดแปรรูปผลผลิตในฟาร์มเป็นสินค้าชนิดต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าด้วย

นายสมบัติ มั่งคำ อยู่บ้านเลขที่ 72 ม.6 ต.เขื่อนผาก อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร เปิดเผยว่า ผมเป็นลูกคนเล็กซึ่งมีพี่น้องทั้งหมด 5 คน เมื่อก่อนทำงานเป็นพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง รู้สึกเบื่องาน จึงตัดสินใจลาออกแล้วกลับมาอยู่บ้านที่อำเภอพร้าวเมื่อปี 2550 กอปรกับที่บ้านได้ที่ดินจัดสรรของนิคมสหกรณ์พร้าว จำนวน 19 ไร่ ปัจจุบันออกโฉนดแล้ว ในส่วนที่ผมดูแลอยู่ก็ประมาณ 8 ไร่ โดยทำเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน และสร้างบ้านดิน ถ้าผมไม่กลับมา ที่ดินตรงนี้จะต้องหายไปอย่างแน่นอน

นายสมบัติ เปิดเผยอีกว่า โครงการดังกล่าวมีประโยชน์อย่างมาก ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และได้ศึกษาสิ่งใหม่ๆ ในฐานะที่ผมเป็นลูกหลานเกษตรกร เราต้องศึกษาข้อมูลก่อนว่าพ่อแม่เราปลูกอะไร แหล่งน้ำอยู่ตรงไหน มีน้ำเพียงพอหรือไม่ สภาพพื้นที่เป็นที่ต่ำหรือที่สูง ดินดีหรือไม่ หลังจากนั้นก็กลับมาวางแผนว่าเราจะทำอะไร สมมติว่ามีพื้นที่ 1 ไร่ ก็อย่าเพิ่งทำทั้งหมด ต้องค่อยๆ ทำทีละนิดๆ แค่ 1 งานทดลอง ถ้าทำสำเร็จ จึงค่อยขยายพื้นที่ ต้องรู้ว่าผักอะไรเป็นผักท้องถิ่นและขึ้นชื่อ เพื่อเพิ่มมูลค่า ยกตัวอย่างเช่น อโวคาโดพันธุ์เวียดนาม เราต้องบำรุงดินอย่างสม่ำเสมอ และเสริมธาตุอาหาร

ปัจจุบันทำการเกษตรผสมผสาน มีรายได้หลักมาจากลำไย แต่การลงทุนค่อนข้างสูง จึงปลูกพืชผักอินทรีย์เสริมด้วย อาทิ ถั่ว ผักชี กะหล่ำปลี มะเขือเทศ มะนาว มะระขี้นก มะละกอ มะเขือพวง ตะไคร้ ใบมะกรูด กล้วย ข้าว และผักสลัด เป็นต้น ซึ่งในช่วงโควิด-19 ทำให้เรามีตลาดเพิ่มขึ้น ขายสินค้าได้มากขึ้น โดยการขายผ่านออนไลน์ เราขายในราคาไม่แพง อีกทั้งเรามั่นใจในสินค้าของเรา มีความสดใหม่ ไร้สารพิษ สามารถเก็บไว้ได้นาน

“ที่ผ่านมามีผู้สนใจเข้ามาศึกษาดูงานสานต่ออาชีพการเกษตรอินทรีย์ตามวิถีชาวบ้านแบบผสมผสานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในอนาคตตั้งเป้าหมายว่าจะทำให้มั่นคงกว่านี้ โดยจะศึกษาไปเรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้ก็ได้แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งทำการปลูกมะนาวเมืองนนท์ มะม่วงพันธุ์ยายกล่ำ พุทราไต้หวัน และปลูกต้นกล้วยล้อมรอบเป็นแนวกันชน” นายสมบัติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม คาดหวังว่าในอนาคตนิคมสหกรณ์พร้าวจะเป็นแหล่งผลิตสินค้าปลอดภัยและสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ในการเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัย พร้อมทั้งผลักดันให้สหกรณ์เป็นศูนย์รวบรวมและจำหน่ายผลผลิตในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของชุมชนให้ดียิ่งขึ้น