ป่าไม้จับมือชุมชนลุยปลูกป่าแก้เขาหัวโล้น

17

กรมป่าไม้เดินหน้าแก้ปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินของชุมชนในพื้นที่ป่า พร้อมเร่งฟื้นฟูสภาพป่าในพื้นที่13 จังหวัด เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และเลย นาแห้วเป็นที่แรก

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า กรมป่าไม้ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหาที่ทำกินที่อยู่อาศัยของประชาชนในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้ ที่ผ่านมากรมป่าไม้ได้จัดตั้งชุดปฏิบัติการ คทช. อำเภอ ขึ้น เพื่อทำหน้าที่ในการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนให้เข้าใจถึงมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติตลอดจนสามารถปฏิบัติภารกิจร่วมกับประชาชน เพื่อการช่วยลดความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนได้อีกทางหนึ่งพร้อมจะได้เร่งมือในการฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมตามจุดต่างๆ นอกจากนี้กรมป่าไม้จะได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติงานการปลูกฟื้นฟูป่า ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1,2 ซึ่งเป็นพื้นที่ คทช. ซึ่งกรมป่าไม้ได้ทำการสำรวจรังวัดแปลงที่ดินไว้แล้ว และในวันที่ 25 สิงหาคม 2562นี้ จะมีการเปิดตัวโครงการในพื้นที่อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย โดยมี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดงาน

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินการฟื้นฟูสภาพป่าในพื้นที่ 13 จังหวัด กรมป่าไม้จะเปิดตัวโครงการในพื้นที่จังหวัดเลยเป็นที่แรก โดยกำหนดแนวทางในการฟื้นฟูพื้นที่ป่าแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยในส่วนแรกจะฟื้นฟูพื้นที่ คทช. ลุ่มน้ำชั้น 1,2 ที่มีการอยู่อาศัยทำกินมาก่อนมติ ครม. 30 มิ.ย. 41 เป็นพื้นที่ที่ประชาชนจะได้รับการรับรองสิทธิ์ให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินและต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของกรมป่าไม้ ซึ่งมีพื้นที่เป้าหมายใน 13 จังหวัด เนื้อที่รวม 1.5 ล้านไร่ โดยต้องปลูกไม้โครงสร้างซึ่งเป็นไม้ประจำถิ่นเป็นไม้ยืนต้น เช่น ต้นสัก ประดู่ ยางนาฯลฯ ร้อยละ 20% ของพื้นที่ รวมเนื้อที่ปลูกป่า 306,017 ไร่ โดยการปลูกตามแนวเขตโดยรอบห้ามตัดเพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ต้องช่วยดูแลหากพบต้นไม้ต้นใดตายต้องมีการปลูกทดแทนต้นเดิม โดยกรมป่าไม้จะเป็นผู้สนับสนุนกล้าไม้พันธุ์ดีให้กับราษฎรในพื้นที่นำไปปลูกรวม 5,056,611 กล้า สำหรับแจกจ่ายให้ประชาชนในพื้นที่โครงการ คทช. จำนวน 25,283 ไร่ ใน 13 จังหวัดเป้าหมาย

นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ลุ่มน้ำ 3,4,5 ที่ประชาชนสามารถปลูกไม้เศรษฐกิจไว้ในอนาคตสามารถตัดขายได้ไม่ผิดกฎหมาย พร้อมทั้งจะมีการสนับสนุนโดยคณะอนุกรรมการส่งเสริมอาชีพให้ประชาชนปลูกพืชเกษตรอื่น ๆ ซึ่งจะสามารถช่วยให้ประชาชนมีรายได้เสริมจากการผลิตผลดังกล่าวที่เป็นที่ต้องการทางการตลาด
สำหรับผลการดำเนินงานของโครงการจัดการที่ดินทำกินให้ชุมชนในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ณ ปัจจุบันได้ดำเนินการอนุญาตให้จัดที่ดินทำกินให้ชุมชนแล้ว จำนวน 122 พื้นที่ ใน 55 จังหวัด เนื้อที่รวม 591,209-3-77.06 ไร่ โดยให้ประชาชนในพื้นที่เป็นผู้ปลูกและดูแลรักษา และกรมป่าไม้จะเป็นผู้กำหนดแนวทางและ โดยในสัดส่วนพื้นที่ 1 ไร่ ต้องปลูกต้นไม้จำนวน 200 ต้น แบ่งเป็นไม้โครงสร้างหลักไม้ประจำถิ่นไม้ยืนต้น อาทิ ยางนา สัก ประดู่ พะยูง ฯลฯ จำนวน 100 ต้น

ไม้โครงสร้างรองซึ่งเป็นไม้ปลูกไว้สำหรับทานใบ ทานผล เช่น ขี้เหล็ก สะตอ ฯลฯ จำนวน 50 ต้น และปลูกพืชคลุมดินซึ่งเป็นพืชที่ไม่ต้องการแสงมากให้ผลผลิตเร็ว จำพวก กาแฟ หัวข่า ชา เป็นต้น โดยที่ผู้ดูแลสามารถเก็บผลผลิตดังกล่าวนำไปขายเพื่อเป็นการสร้างรายได้ในครัวเรือนได้อีกทางหนึ่ง ทั้งนี้ พื้นที่ที่ได้รับการปลูกฟื้นฟูกรมป่าไม้ห้ามมิให้มีการตัดไม้ทุกชนิดเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ เนื่องจากต้องการเก็บพื้นที่ดังกล่าวไว้เป็นพื้นที่ป่าต่อไป อีกทั้งการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจะช่วยลดการปลูกพืชไร่เชิงเดี่ยวที่ทำลายระบบนิเวศทั้งทางตรงและทางอ้อมได้อีกทางหนึ่งโดยให้ชาวบ้านเป็นผู้ดูแลซึ่งเป็นกระบวนการมีส่วนร่วม ในการเปลี่ยนจากผู้บุกรุกให้กลายมาเป็นผู้ดูแลป่าอย่างแท้จริง

อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวด้วยว่าในส่วนของการป้องกันรักษาป่า กรมป่าไม้ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่องซึ่งในปีงบประมาณ 2562 ผลการดำเนินการจำนวน 532 คดี เป็นพื้นที่ความเสียหาย 11,120.53 ไร่ เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2561 ผลการดำเนินการจำนวน 1,488 คดี เป็นพื้นที่ความเสียหาย 32,637.41 ไร่ พบว่ามีจำนวนที่ลดลง