สสก.2 ราชบุรีเตือนเกษตรกรเฝ้าระวังโรคใบด่างในมันสำปะหลังระบาด ถ้าพบเจอทำลายทันที ป้องกันความเสียหายในวงกว้าง

11

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรีได้รับรายงานจากศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี พบการระบาดของโรคใบด่างในมันสำปะหลัง จังหวัดสุพรรณบุรี และกาญจนบุรี แม้ไม่มากแต่ต้องเฝ้าระวังและทำลายต้นที่เป็นโรคทิ้ง เผยที่มาของโรคจาก 2 แหล่งสำคัญ คือ ท่อนพันธุ์ และแมลงหวี่ขาวเป็นพาหะนำโรคเข้าแปลง แนะเกษตรกรหมั่นตรวจสอบแปลงปลูกแบบต่อเนื่อง พบเจอทำลายทันทีป้องกันความเสียหายในวงกว้าง

นายมงคล จอมพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี เปิดเผยว่า ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรีได้สำรวจพบการระบาดของโรคใบด่างในมันสำปะหลังพื้นที่ 2 จังหวัด คือที่ อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี อำเภอเลาขวัญ และ อำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมีพื้นที่เกิดโรคประมาณ 800 กว่าไร่ โดยในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีมีการปลูกประมาณ 5 แสนไร่ พบการระบาดประมาณ 400 กว่าไร่ ส่วนจังหวัดสุพรรณบุรีปลูกประมาณ 5 หมื่นไร่ พบการระบาดประมาณ 400 กว่าไร่ ซึ่งแม้ปริมาณพื้นที่ยังไม่มาก แต่ก็ต้องเฝ้าระวังเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะลุกลามในวงกว้างได้

ทางด้านนายสมคิด เฉลิมเกียรติ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี เปิดเผยถึงสาเหตุของโรคใบด่างในมันสำปะหลังว่ามาจาก 2 สาเหตุ คือ 1 จากท่อนพันธุ์ และจากแมลงหวี่ขาวเป็นตัวพาหะนำโรค หากเกิดจากท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่เป็นโรค เกษตรกรสามารถสังเกตได้ภายหลังปลูกไปแล้วประมาณ 2 อาทิตย์ หากพบเห็นใบชุดแรกของต้นมันสำปะหลังที่ผลิออกมาจะมีสีซีดเหลือง มีอาการบิดเสียรูปทรงหรือหงิก อันนี้เป็นโรคอย่างแน่นอน ถ้าหากเจอที่ต้นมันสำปะหลังที่มีอายุประมาณ 2-3 เดือนไปแล้ว ตรงบริเวณส่วนยอดมีอาการซีดเหลือง ใบบิดเสียรูปทรง หรือหงิก งอ ย่น อาการนี้เกิดจากแมลงหวี่ขาวเป็นพาหะนำโรคเข้ามาในแปลงทำให้เกิดโรค และหากเกิดการระบาดแล้ว ถ้าเกษตรกรไม่มีการป้องกันกำจัดให้ถูกวิธีอาจจะทำให้ผลผลิตเสียหาย 80-100% ของพื้นที่ปลูก ซึ่งเกษตรกรสามารถป้องกันได้ ด้วยการนำท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่มั่นใจว่ามาจากแปลงที่ไม่เคยเกิดโรคใบด่างมาก่อน

ซึ่งจะเป็นท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่ปลอดโรค อีกประการหนึ่งเมื่อสำรวจแปลงปลูกแล้ว 14 วัน พบใบมีอาการหงิก งอ ย่น ซีดเหลือง ลักษณะนี้ต้องตัดทำลายทิ้ง หากเกิดในพื้นที่เป็นบริเวณกว้างให้ขุดขึ้นมาทำลายทั้งแปลง หากพบเพียงบางส่วนก็ถอนเอาต้นที่เป็นโรคขึ้นมาใส่ถุงดำหรือถุงพลาสติกผูกปากถุงให้แน่นนำไปตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 1-2 อาทิตย์ เพื่อให้ต้นมันสำปะหลังตายไม่สามารถงอกใหม่ได้ จะสามารถลดปริมาณการระบาดในแปลงปลูกได้หรือหากพบตัวของแมลงหวี่ขาวในแปลงปลูกเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของแปลง จำเป็นต้องใช้สารเคมีมาทำลายเพื่อตัดวงจรของแมลงหวี่ขาว ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร หากเกษตรกรสามารถปฏิบัติได้ใน 3 อย่างนี้ เชื่อว่าจะสามารถลดการระบาดของโรคได้

“ขอฝากเกษตรกรด้วยว่าหากเจอต้นที่มีโรคแล้วเกษตรกรเด็ดยอดต้นนั้นๆ เพียงอย่างเดียว แล้วต้นนั้นๆ ยังสามารถแตกยอดได้แล้วยังหงิกงอ ก็แสดงว่าต้นมันสำปะหลังต้นนั้นเกิดโรคแล้ว และมีแมลงหวี่ขาวอยู่ในแปลงด้วย ก็จะช่วยทำให้เชื้อมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ฉะนั้นวิธีเด็ดยอดทิ้งไม่ขอแนะนำให้ปฏิบัติ ที่แนะนำ คือ ถอนทำลายเพียงอย่างเดียว และในพื้นที่ที่เกิดการระบาดในวงกว้างแบบเกือบยกแปลง หรือทั้งแปลง จะต้องขุดขึ้นมาแล้วเอาไปใส่หลุมปิดทำลาย โดยขุดหลุมลึกประมาณ 3 เมตร

เมื่อเอาต้นมันลงไปในหลุมแล้ว ให้ใช้สารกำจัดวัชพืชจำพวกอะทราซีนฉีดทับลงไปบนต้นมันสำปะหลัง เพื่อไม่ให้มีการงอกขึ้นมาใหม่ จากนั้นใช้ดินกลบปากหลุมมีความหนาประมาณ 50 เซนติเมตร ก็จะสามารถช่วยให้ต้นมันสำปะหลังที่เกิดโรคไม่งอกใหม่ และการระบาดของโรคนี้ก็จะลดลง หรือหากไม่มั่นใจว่าแปลงปลูกเกิดโรคใบด่างหรือไม่ ให้เกษตรกรติดต่อ หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรประจำตำบลที่มีแปลงปลูกอยู่ หรือที่สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ หรือจะติดต่อโดยตรงที่ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดสุพรรณบุรี หรือโทรมาสอบถามเบื้องต้นได้ที่ 035-440926-7 ในวันเวลาราชการ” นายสมคิด กล่าว

สำหรับการหาซื้อท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง ปลอดโรคใบด่างนั้น ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรบุรีแนะนำว่าเกษตรกรควรหาซื้อจากแหล่งปลูกที่มีการรับรองว่าเป็นท่อนพันธุ์ปลอดโรคจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ถ้าหากเกษตรกรซื้อขายกันเอง อาจจะมั่นใจไม่ได้ว่าปลอดโรคหรือไม่ หรือหากจะซื้อท่อนพันธุ์มันสำปะหลังในพื้นที่ใกล้เคียงแปลงปลูกของตนเองเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งก็ต้องมั่นใจว่าในฤดูกาลเพาะปลูกที่ผ่านมาแปลงปลูกนั้นๆ ไม่เกิดโรคใบด่างในมันสำปะหลัง ที่สำคัญเกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง เมื่อเจอต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรค จะได้แก้ไขป้องกันและทำลายส่วนที่เป็นโรคทันที หากปล่อยทิ้งไว้อาจจะเกิดความเสียหายในวงกว้างได้