อธิบดี กสส.เผยสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟมีสภาพคล่องดีขึ้น หลังเอ็มโอยูกับเจ้าหนี้ พร้อมกำชับกรรมการสหกรณ์ปฏิบัติตามคำสั่งนายทะเบียน เรียกเงินคืนจากกรรมการชุดที่ 7-11 จวกพวกสร้างกระแสสหกรณ์ล้ม ส่งผลเสียทั้งระบบ

20

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ (กสส.) กล่าวว่า กรมฯ ได้กำกับติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ (สอ.สรฟ.) อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ดำเนินการตามคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์ในการฟ้องร้องดำเนินคดีกับกรรมการสหกรณ์ในชุด ที่ 7, 8, 9, 10 และ 11 ทั้งทางแพ่ง และอาญา

ซึ่งกรณีของ สอ.สรฟ.นี้ คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ได้ออกระเบียบว่าด้วยการให้เงินกู้แก่สมาชิก โดยกำหนดระเบียบว่าด้วยการให้เงินกู้พิเศษ เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2554 ซึ่งมีการกำหนดวงเงินการให้กู้ยืมต่อรายค่อนข้างสูงมากและระยะเวลาการชำระคืนค่อนข้างนานมาก โดยระเบียบดังกล่าวทาง สอ.สรฟ.ได้ส่งสำเนาระเบียบเงินกู้ให้กรมฯ ทราบ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2554 โดยขณะนั้นกรมฯ ได้ตั้งข้อสังเกตและแนะนำให้ระวังเรื่องการปล่อยกู้ที่อาจกระทบต่อสภาพคล่องของสหกรณ์ แต่ สอ.สรฟ.ก็ยังยืนยันในการใช้ระเบียบดังกล่าวต่อไป

ต่อมาเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2559 ผู้ตรวจการสหกรณ์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่จากกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ตรวจสอบพบว่า กรรมการบริหาร สอ.สรฟ.ได้ออกเงินกู้ให้แก่สมาชิก จำนวน 6 ราย 199 สัญญา วงเงิน 2,279 ล้านบาท ซึ่งเป็นการดำเนินการโดยมิชอบด้วยระเบียบดังกล่าว ดังนั้น เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2559 นายทะเบียนสหกรณ์จึงได้ออกคำสั่งให้คณะกรรมการฯ แก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น โดยสั่งให้ระงับการจ่ายเงินกู้พิเศษ จนกระทั่งไปสู่การมีคำสั่งปลดคณะกรรมการฯ ชุดที่ทำให้ สอ.สรฟ.เสียหายทั้งคณะ พร้อมกับแต่งตั้งกรรมการชั่วคราวเข้าไปบริหารงานแทนคณะกรรมการชุดเดิมที่ถูกปลด และต่อมาที่ประชุมใหญ่ของ สอ.สรฟ.ได้มีการคัดเลือกกรรมการบริหารชุดใหม่ คือ ชุดที่ 13 และชุดที่ 14 ขึ้นมาเพื่อบริหารสหกรณ์ และนำมาสู่การแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าว ทั้งทางแพ่งและอาญา รวมถึงกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ขอให้ สอ.สรฟ.ทำข้อตกลงกับสหกรณ์เจ้าหนี้ทั้ง 14 แห่ง โดยได้ปรับงวดการชำระหนี้ใหม่

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ สอ.สรฟ. มีสภาพคล่องที่ดีและสามารถดำเนินกิจกรรมต่อเนื่อง เพื่อให้บริการสมาชิกและมีเงินพอที่จะชำระหนี้คืนแก่เจ้าหนี้ให้เป็นไปตามบันทึกข้อตกลง ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีการติดตามเพื่อแก้ไขปัญหาของ สอ.สรฟ.อย่างต่อเนื่องและจริงจัง

“ปัจจุบันสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ มีสภาพคล่องจากรายรับทุนเรือนหุ้นและการชำระหนี้เงินกู้ของสมาชิกและดอกเบี้ย ณ เดือน พ.ค.2563 ประมาณ 45-48 ล้านบาท และสอ.สรฟ.มีภาระชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ เดือนละ 42-45 ล้านบาท คงเหลือเงินต่อเดือน 2-3 ล้านบาท สามารถจ่ายเงินให้กับสมาชิกที่ขอถอนได้ อย่างไรก็ตาม กรมฯ ยังได้ติดตามผลกระทบต่อสหกรณ์เจ้าหนี้ 15 แห่งด้วย พบว่าในเดือน พ.ค.2563 สหกรณ์เจ้าหนี้ที่มีทั้งการให้เงินกู้ยืมและฝากเงินกับ สอ.สรฟ.ทั้ง 15 สหกรณ์ ได้ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 เสร็จเรียบร้อยแล้วทุกสหกรณ์ ปรากฏว่าทุกสหกรณ์มีผลกำไร สามารถจ่ายเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนให้กับสมาชิกได้ ซึ่งมีอัตราสูงกว่าหรือเท่ากับปีที่ผ่านมาจำนวน 8 สหกรณ์ และต่ำกว่าปีที่ผ่านมา 7 สหกรณ์ และได้มีการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการที่ไม่ได้รับชำระหนี้ โดยการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญและหรือทุนรักษาระดับอัตราเงินปันผลหรือทุนสำรองความเสี่ยง จำนวน 9 สหกรณ์ และไม่ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ จำนวน 6 สหกรณ์ เนื่องจากยังได้รับการชำระหนี้อยู่ จะเห็นได้ว่าสหกรณ์เจ้าหนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบต่อฐานะทางการเงินแต่อย่างใด ซึ่งความพยายามในการสร้างกระแสสหกรณ์ล้มนั้น มีแต่จะส่งผลเสียให้กับระบบสหกรณ์โดยรวม” นายพิเชษฐ์ กล่าว

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวต่อว่า กรณีสหกรณ์ออมทรัพย์นั้น ยอมรับในอดีตที่ผ่านมามีปัญหาสะสมมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้กรมฯ ต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ.สหกรณ์ 2542 โดยมีผลบังคับใช้ในช่วงต้นปี 2562 เพื่อให้มีอำนาจในการเข้าไปกำกับการบริหารงานของคณะกรรมการสหกรณ์ได้มากขึ้น ทั้งนี้ ได้มีการเพิ่มเติมว่าด้วยการกำกับความเสี่ยงของสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน ซึ่งขณะนี้กรมฯ ได้เสนอร่างกฎกระทรวงในการออกเกณฑ์กำกับ จำนวน 12 เรื่อง ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการเบื้องต้นไปแล้ว ขณะนี้อยู่ในกระบวนการตรวจร่าง เพื่อนำไปสู่การออกเป็นกฎกระทรวงบังคับใช้ต่อไป โดยการกำกับในครั้งนี้ ก็เพื่อป้องกันการเกิดความเสี่ยงในการบริหารงานของคณะกรรมการ ซึ่งจะเป็นการรักษาประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์โดยรวม นอกจากนั้นในส่วนของนายทะเบียนเอง จะต้องทำหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด จึงได้มีการออกเกณฑ์กำกับให้นายทะเบียนสหกรณ์ต้องทำหน้าที่ด้วยเช่นกัน และรวมถึงได้มีการตั้งคณะกรรมการกำกับการทำงานของผู้ที่ทำหน้าที่นายทะเบียนสหกรณ์ในจังหวัดต่างๆ ด้วย โดยให้รองอธิบดีกรมมส่งเสริมสหกรณ์เป็นประธานเพื่อติดตามการทำงานของสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศ และป้องกันปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งหากเกิดปัญหาใดที่เกินศักยภาพของจังหวัด ทางส่วนกลางก็จะเข้าไปช่วยแก้ไขในทันที