“นาแปลงใหญ่ห้วยน้ำหอม” แหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีสู่ชาวนาทั่วประเทศ ให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น “กรมการข้าว” หวังผลักดันให้เกิดกลุ่มนาแปลงใหญ่เข้มแข็ง ยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น

48

ข้าว เป็นพืชหลักที่อยู่คู่กับคนไทยมายาวนาน และเป็นสินค้าส่งออกอันดับต้นๆ ของประเทศที่สร้างรายได้มูลค่ามหาศาลในแต่ละปี ซึ่งรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยก็ให้ความสำคัญ สนับสนุน ส่งเสริม และดูแลช่วยเหลือชาวนามาโดยตลอด

นายทรรศนะ ลาภรวย ที่ปรึกษาอธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า นับเป็นโอกาสที่ดีที่กรมการข้าวได้นำคณะสื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมพื้นที่นาแปลงใหญ่ ตำบลห้วยน้ำหอม อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ พร้อมทั้งติดตามผลการดำเนินงานและรับฟังปัญหาอุปสรรคของศูนย์นาแปลงใหญ่ห้วยน้ำหอม โดยมีผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครสวรรค์ ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ห้วยน้ำหอม และคณะให้การต้อนรับ ณ กลุ่มนาแปลงใหญ่ห้วยน้ำหอม ตำบลห้วยน้ำหอม อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์

ที่ปรึกษาอธิบดีกรมการข้าว กล่าวด้วยว่า ศูนย์นาแปลงใหญ่ห้วยน้ำหอมนี้มีชื่อเสียงโด่งดัง เคยได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย จัดว่าเป็นกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่เข้มแข็งและมั่นคง ซึ่งรัฐบาลได้มุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรชาวนาเกิดการรวมตัวกันและมีอำนาจต่อรองราคา และทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน ปัจจุบันมีกลุ่มนาแปลงใหญ่ทั่วประเทศจำนวน 2,000 กว่าแห่ง ถือว่าประสบผลสำเร็จอย่างยิ่ง ซึ่งจะลดต้นทุนการผลิตได้ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ในส่วนของกรมการข้าวก็พยายามจะผลักดันให้เกิดกลุ่มนาแปลงใหญ่เพิ่มขึ้นต่อไปอีก

“จะเห็นได้ว่าโครงการนาแปลงใหญ่ได้รับความนิยมจากชาวนาเป็นอย่างมาก โดยมีเกษตรกรสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งกรมฯ มุ่งหวังให้ชาวนามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และถ้ากลุ่มชาวนาไม่เข้มแข็ง เศรษฐกิจก็ไปไม่รอด ดังนั้น กรมฯ จะต้องคิดค้นและพัฒนาถ่ายทอดองค์ความรู้ สนับสนุนเครื่องมือเครื่องจักร เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพจำหน่ายให้กับกรมการข้าว และส่งเสริมให้ชาวนาทั่วประเทศผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้สำหรับใช้เอง โดยเริ่มต้นจากเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี เพราะชาวนาคือเป้าหมายหลักของกรมฯ ซึ่งกรมฯ ยืนยันว่าพร้อมที่จะดูแลชาวนาทุกกลุ่มทั่วประเทศให้มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน” นายทรรศนะ กล่าว

นอกจากนี้ กรมการข้าวยังได้เข้ามาส่งเสริมโดยการจัดเวทีชุมชน ให้ความรู้ในการทำนาที่ถูกต้องเหมาะสมกับสภาพพื้นดิน สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีสู่ชุมชน และได้พัฒนาผลิตข้าวที่มีคุณภาพนำไปแปรรูปจำหน่ายให้เกษตรกรในพื้นที่ รวมไปจนถึงการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ให้กับเกษตรกรผู้ที่ต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ลดปัญหาพันธุ์ปลอมปน เพื่อพัฒนาด้านการผลิตของเกษตรกรให้สามารถลดต้นทุนในการผลิต และเพิ่มศักยภาพการผลิตและมีอำนาจต่อรองในด้านการตลาด

ด้านนางสาวสมจิตร โพธิวิจิตร ประธานศูนย์นาแปลงใหญ่ห้วยน้ำหอม เปิดเผยว่า กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านห้วยน้ำหอม หมู่ 5 ตำบลห้วยน้ำหอม อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ ปัจจุบันมีสมาชิก 169 ราย พื้นที่จำนวน 4,984 ไร่ มีการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ กข 41, พันธุ์ พิษณุโลก2 ชัยนาท 1, ขาวดอกมะลิ 105 และการผลิตข้าวเพื่อการแปรรูปพันธุ์ ชัยนาท 1, พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และมีจุดเด่นคือผลิตเมล็ดพันธุ์ให้กับกรมการข้าว และบริษัทเอกชนต่างๆ

ซึ่งจากเดิมเกษตรกรตำบลห้วยน้ำหอมส่วนใหญ่มีอาชีพทำนาข้าวเป็นอาชีพหลัก และเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ทำพันธุ์ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ข้าวของทางราชการ บางส่วนใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวพื้นเมือง การใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ไม่มีการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ใหม่ เกษตรกรส่วนใหญ่เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เองต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายฤดู ทำให้เมล็ดข้าวขาดคุณภาพและผลผลิตลดลง และใช้ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น มีการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ไม่สามารถเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นได้ เนื่องจากพันธุ์ข้าวที่ใช้ปลูกเสื่อมคุณภาพ ซึ่งแต่ก่อนนั้นเกษตรกรมีการทำนา 3 ครั้งต่อปี เพราะคิดว่าน่าจะได้ผลผลิตข้าวในรอบปีมากกว่าการทำนาปีละ 2 ครั้ง ทำให้ขาดการพักดินหรือการเตรียมดินให้เหมาะสม รวมถึงการปลูกข้าวไม่ตรงตามช่วงเวลาที่เหมาะสม จึงส่งผลให้บางฤดูประสบปัญหาโรคแมลง

ต่อมากลุ่มนาแปลงใหญ่ตำบลห้วยน้ำหอมจึงได้มีการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวและช่วงการปลูกข้าว เปลี่ยนจากหว่านน้ำตมเป็นวิธีการหยอดข้าวแห้ง และเปลี่ยนจากการทำนา 3 ครั้งต่อปี เป็น 2 ครั้งต่อปี ซึ่งแต่ก่อนเกษตรกรในกลุ่มนาแปลงใหญ่ตำบลห้วยน้ำหอมเคยปลูกข้าวนาปรัง 2 ครั้ง และนาปี 1 ครั้ง จึงทำให้ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เลื่อนไปปลูกในช่วงเดือนสิงหาคม ซึ่งข้าวขาวดอกมะลิ 105 เป็นข้าวฤดูนาปีที่มีความต้องการช่วงแสงต่อวันสั้นในช่วงเดือนตุลาคม เพื่อการออกดอก เมื่อปลูกช้าจึงส่งผลให้ข้าวออกรวงก่อนที่ต้นข้าวจะสมบูรณ์ จึงทำให้ได้ผลผลิตข้าวต่อไร่ต่ำเพียง 350 กิโลกรัม/ไร่ และคุณภาพของเมล็ดข้าวต่ำ เมื่อนำมาแปรรูปเป็นข้าวสาร จากข้าวเปลือก 1 ตัน ได้ข้าวสารเต็มเมล็ดเพียง 400 กิโลกรัม

ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวและเว้นช่วงการทำนา โดยข้าวขาวดอกมะลิ 105 ปลูกประมาณปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม ผลผลิตที่ได้จึงสูงขึ้นจากเดิมที่เคยได้ 350 กิโลกรัม/ไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 714 กิโลกรัม/ไร่ และคุณภาพการสีดีขึ้น เมื่อนำมาแปรรูปเป็นข้าวสาร จากข้าวเปลือก 1 ตัน ได้ข้าวสารเต็มเมล็ดสูงถึง 550 กิโลกรัม จากการจดบันทึกต้นทุนเปรียบเทียบการปฏิบัติของสมาชิกก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ รวมไปถึงเกษตรกรนอกโครงการ โดยจะแบ่งตามชนิดข้าว ซึ่งจะมีข้าวขาวดอกมะลิ 105 และข้าวขาวทั่วไป