โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร เน้นทำน้อยแต่ได้มาก ต้นทุนการผลิตต่ำ แต่ได้ผลกำไรที่คุ้มค่า

20

โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร ซึ่งสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ได้กลับสู่ถิ่นฐานบ้านเกิดได้กลับบ้านอยู่กับครอบครัว และสานต่ออาชีพการเกษตรของพ่อแม่ปู่ย่าตายายโดยจะเน้นการนำเทคโนโลยีต่างๆ พัฒนากระบวนการผลิต การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าและการตลาด มีการวางแผนการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เน้นทำน้อยแต่ได้มาก ต้นทุนการผลิตต่ำ แต่ได้ผลกำไรที่คุ้มค่า

โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์จะสนับสนุนให้สหกรณ์ในพื้นที่เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลแนะนำอาชีพให้คนเหล่านี้ ซึ่งในอนาคตคาดหวังว่าคนรุ่นใหม่จะได้เข้ามาสานต่องานสหกรณ์ และช่วยพัฒนาสหกรณ์ในจังหวัดในหมู่บ้านของตนเองให้เจริญก้าวหน้าและนำพาเศรษฐกิจของชุมชนให้ดีขึ้น ซึ่งหลังจากเปิดรับสมัครโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร เมื่อวันที่ 1-31 มกราคม 2563 ปรากฏว่ามีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการจากทั่วประเทศ จำนวน 7,559 ราย และมีสหกรณ์เข้าร่วมโครงการ 680 สหกรณ์

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เดินทางไปยังพื้นที่การทำเกษตรของนายสราวุฒิ ไกรสมุทร อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 119 ม.5 ต.หนองคันทรง อ.เมือง จ.ตราด ซึ่งเป็นผู้สมัครเข้าร่วมโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ เล่าว่า เรียนจบด้านช่าง และเคยทำอาชีพรับจ้าง แต่เดิมครอบครัวมีอาชีพทำสวนผลไม้ แต่ก็หยุดทำไปนานแล้ว แต่เมื่อเห็นโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ ในเว็บไซต์ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ก็มีความสนใจที่จะเข้าร่วมโครงการและกลับมาอยู่กับครอบครัวและนำที่ดินของพ่อแม่ประมาณ 8 ไร่ มาปรับสภาพใหม่ เพื่อทำเกษตรแบบผสมผสาน ขณะนี้ได้เริ่มปลูกต้นทุเรียนไว้ และตั้งใจจะปลูกทุเรียนพันธุ์พื้นบ้านและพันธุ์หายากอีกประมาณ 37 สายพันธุ์ เพื่อให้เป็นแหล่งรวบรวมทุเรียนของจังหวัดตราด รวมทั้งจะปลูกข้าวไร่ในร่องทุเรียนด้วย และยังมีเครื่องสีข้าวขนาดเล็ก และเน้นทำเกษตรแบบอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี มีการทำน้ำหมักและปุ๋ยไว้ใช้เอง ในอนาคตยังได้วางแผนจะทำร้านกาแฟเล็กๆ ในสวน เป็นแบบท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อเปิดให้คนได้มาเที่ยวและชมสวนของตนเองด้วย

ด้านนางสาวพบสุข มอญดี อยู่ในพื้นที่ต.ทุ่งนนทรี อ.เขาสมิง จ.ตราด บอกว่า ปัจจุบันเป็นพนักงานเอกชน แต่ครอบครัวมีอาชีพทำสวนผลไม้และปลูกยางพารามายาวนาน จึงจำเป็นต้องสืบสานอาชีพทำการเกษตรต่อไป ซึ่งโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ นับว่าเป็นโครงการที่ดีมาก เพราะมีการอบรมส่งเสริมความรู้ หาช่องทางการตลาดและจัดจำหน่าย เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรขาดความรู้ด้านการตลาด โดยขายสินค้าผ่านพ่อค้าคนกลางเพียงอย่างเดียว ทำให้เกิดปัญหาการกดราคา ซึ่งเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยาก ดังนั้น การที่เรามีความรู้ด้วยตนเอง ก็ย่อมจะช่วยได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดในการทำสวนเกษตรอินทรีย์ ส่วนในอนาคตตั้งใจจะพัฒนาต่อยอดและยึดเป็นอาชีพหลักแน่นอน ปัจจุบันมีพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ โดยปลูกพืชผสมผสาน อาทิ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง และยาพารา รายได้หลักมาจากการส่งออกทุเรียนและมังคุด ส่วนเงาะจะจำหน่ายภายในประเทศเป็นหลัก

“เป้าหมายหลักๆ คงจะเปลี่ยนจากการปลูกพืชโดยใช้สารเคมีเป็นอินทรีย์ ซึ่งจะเป็นการช่วยเสริมคุณค่าของผลผลิตให้ดียิ่งขึ้น ทั้งในแง่สุขภาพและราคา โดยได้รับคำแนะนำจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ นอกจากนี้เรายังมีกลุ่มและเครือข่ายที่คอยช่วยเหลือ แนะนำ ให้คำปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน” นางสาวพบสุข กล่าว

สำหรับจังหวัดตราดมีเกษตรกรรุ่นใหม่สนใจเข้าร่วมโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ จำนวน 23 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัทหรืออาชีพรับจ้างทั่วไป สนใจจะกลับมาทำเกษตรและใช้ที่ดินของครอบครัวที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ สร้างอาชีพและสานต่ออาชีพการเกษตรเลี้ยงพ่อแม่และครอบครัว ขณะนี้เจ้าหน้าที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดได้ติดต่อผู้สมัครเข้าร่วมโครงการบางส่วน และได้ออกเยี่ยมเยียนสำรวจความต้องการของผู้สมัครแล้วพบว่ามีความต้องการให้มีการอบรมถ่ายทอดความรู้ในสาขาต่างๆ เรียงตามลำดับความสนใจ ได้แก่ เกษตรผสมผสานเกษตรอินทรีย์เทคโนโลยีการเกษตร เกษตรอัจฉริยะ เกษตรแม่นยำการปรับปรุงการผลิตการเกษตร ทักษะการเกษตร และการบริหารจัดการธุรกิจการเกษตร เป็นต้น

ซึ่งในตอนท้าย นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ มุ่งหวังให้คนรุ่นใหม่ได้กลับมาอยู่กับครอบครัว มาสืบสานอาชีพทำการเกษตร ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์จะเข้ามาดูแลและร่วมกับสหกรณ์ในพื้นที่ช่วยวางแผนเพื่อพัฒนาอาชีพตามความต้องการ โดยมีหน่วยงานภาคีต่างๆ ทั้งหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานภายนอกเข้ามาช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่เกษตรกร และคาดหวังว่าคนรุ่นใหม่เหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตรของบ้านเราให้เจริญก้าวหน้า และเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของผู้นำหรือผู้บริหารสหกรณ์การเกษตรในแต่ละจังหวัด นำความรู้ความสามารถมาช่วยพัฒนาและดูแลสหกรณ์ให้องค์กรที่เข้มแข็งและเป็นที่พึ่งพาของเกษตรกรและคยในชุมชนได้