รมว.ยุติธรรม แถลงผลยึดทรัพย์สินเครือข่ายยาเสพติด 450ล. พบเงินหมุนเวียน 12,000ล. ตั้งเป้าปีนี้ ต้องยึดได้ 1,500ล. พร้อมมั่นใจ ปีหน้ายึดได้ไม่ต่ำกว่า 5,000ล. ลั่น ไม่เพ้อฝัน ทำได้จริง

26

วันที่ 24 มิถุนายน 2563 เวลา 13.30 น. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พล.ต.ท.วิสนุ ปราสาททองโอสถ ผู้ช่วย ผบ.ตร. นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการ ป.ป.ส. นางชลธิชา ดาวเรือง ผู้อำนวยการกองคดี 3 สำนักงาน ปปง. และนายเชิดชาย อยู่แพทย์ นักการตรวจภาษีเชี่ยวชาญ กรมสรรพากร ร่วมกันแถลงผลงานบูรณาการยึดทรัพย์สิน ตัดเส้นทางการเงินเครือข่ายยาเสพติด มูลค่ากว่า 450 ล้านบาท เงินหมุนเวียนที่ตรวจสอบในบัญชี มูลค่า 12,000 ล้านบาท ที่กระทรวงยุติธรรม

โดยนายสมศักดิ์ กล่าวว่า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ ได้รับนโยบายจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในเรื่องของการดำเนินการตัดวงจรยึดทรัพย์ยาเสพติด ซึ่งในวันที่ พล.อ.ประยุทธ์ ร่วมแถลงข่าวครั้งแรก ก็มีตัวเลขที่สามารถยึดทรัพย์สินได้ 557 รายการ มูลค่ากว่า 135 ล้านบาท จากนั้น ช่วงที่ 2 ระหว่างวันที่ 14 -​16 มิ.ย.ที่ผ่านมา สามารถยึดทรัพย์ได้ 278 รายการ มูลค่ากว่า 70 ล้านบาท ส่วนช่วงที่ 3 วันที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา ยึดทรัพย์ได้กว่า 83 ล้านบาท และในห้วงเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน 2563 ได้มีการทำลายยาเสพติด 1 เครือข่าย กองบัญชาการ สามารถทำลายเครือข่ายได้ทั้วประเทศ จำนวน 22 เครือข่าย ยึดทรัพย์สินได้ทั้งหมด 938 รายการ มูลค่ากว่า 161 ล้านบาท รวมยอดเครือข่ายทั้งหมด ยึดทรัพย์สินได้ 1,773 รายการ รวมมูลค่า 450 ล้านบาท

นายสมศักดิ์ ยังกล่าวว่า จากนี้ ต้องยึดทรัพย์ยาเสพติดให้ได้ไม่น้อยกว่า 1,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายในปีนี้  ส่วนปีหน้า ต้องไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท โดยเรามีความมั่นใจว่า จะต้องทำได้ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท เพราะเรารับทราบว่า บางเครือข่ายดำเนินการมีเงินหมุนเวียน ที่เรามั่นใจว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด มูลค่ากว่า 12,000 ล้านบาท ซึ่งต้องหาหลักฐาน ขยายผล เพื่อให้เงิน 12,000 ล้านบาท ถูกตัดวงจรยึดเข้ามา แต่ทั้งหมดอยู่ที่ความสามารถของพนักงานสอบสวน รวมถึงตอนนี้ เรายังไม่มีเครื่องมือพิเศษ ซึ่งใช้ความตั้งใจของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ทำโดยมือเปล่าแท้ๆ โดยตนเชื่ิอว่า ปีหน้ามีเครื่องมือพิเศษเข้ามาดำเนินการ จะทำให้สามารถยึดทรัพย์ได้ตามเป้า

นายสมศักดิ์ ยังเปิดเผยว่า จากการยึดทรัพย์เครือข่ายยาเสพติด ยังพบธุรกรรมทางการเงินของบางเครือข่าย มูลค่ากว่า 1.7 แสนล้านบาท แต่เบื้องต้นพบเงินโอนเข้าออก ซึ่งอาจจะไม่ใช่ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดอย่างเดียว เพราะถ้าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ธุรกรรมการเงินจะใช้วิธีวันเวย์ นอกจากนี้ ที่ประชุมกระทรวงยุติธรรม ยังได้พูดคุยกันถึงกฎหมายที่จะช่วยประเมินว่า พ่อค้ายาเสพติด ใช้วงเงินไปเท่าไหร่ และต้องชดใช้เท่าไหร่ โดยตนขอเตือนว่า ใครที่ยังไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง ขอให้หยุด และออกจากเส้นทางนี้เด็ดขาด เพราะเจ้าหน้าที่จะบูรณาการเต็มที่

นายสมศักดิ์ ยังยืนยันว่า เป้าหมายยึดทรัพย์เครือข่ายยาเสพติดปีหน้า 5,000 ล้านบาท ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน เพราะผลงานที่ผ่านมา เราสามารถบูรณาการ จนมีตัวเลขยึดทรัพย์มาได้ โดยถ้าเดินตามแนวทาง และมีเครื่องมือพิเศษ ก็จะสามารถทำตามเป้าหมายได้ ซึ่ง 5,000 ล้านบาท อาจจะน้อยไปด้วย

ขณะที่ นายนิยม กล่าวว่า รัฐบาลได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นที่จะต้องเร่งรัดดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยพล.อ.ประยุทธ์ และนายสมศักดิ์ กำหนดนโยบาย เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์การแพร่ระบาดยาเสพติดในปัจจุบัน ซึ่งหากจะเอาชนะยาเสพติด หรือ ทำลายวงจรการค้ายาเสพติดให้ได้ผลชะงัก ต้องทำการยึดทรัพย์ของผู้กระทำผิด หรือ ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด ให้ได้มากที่สุด จึงจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการยึดทรัพย์สินเครือข่ายยาเสพติด

ส่วน พล.ต.ท.วิสนุ รายงานผลการดำเนินการว่า เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2563  พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานติดตามผลการดำเนินงานด้านการปราบปราม ยึดทรัพย์ ตัดวงจรยาเสพติด  ได้เปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น จับกุมยึด อายัดทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่องกับยาเสพติด ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ภายใต้ยุทธการ “พิทักษ์ไทย ยึดทรัพย์ตัดวงจรยาเสพติด ครั้งที่ 1/63 เป้าหมายทั่วประเทศ จำนวน 768 เป้าหมาย หมายจับ 351 หมาย หมายค้น 417 หมาย จับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 934 คน ยึดทรัพย์สินได้ทั้งหมด จำนวน 557 รายการ มูลค่า 135,296,650 บาท

พล.ต.ท.วิสนุ ยังกล่าวว่า ต่อมาเมื่อวันที่ 14 -16 มิถุนายน 2563 เปิดปฏิบัติการสืบสวน สอบสวน ขยายผล เพื่อการยึดทรัพย์สินเครือข่ายยาเสพติด เป้าหมายรายสำคัญ ที่มีการโอนเงินค้ายาเสพติด เข้าไปยังกลุ่มผู้ประกอบการที่เป็นร้านค้าทองคำและกลุ่มกิจการต่างๆ โดยสามารถทำลายเครือข่ายทั่วประเทศได้ 20 เครือข่าย สามารถดำเนินการตามหมายจับได้ 206 หมาย  หมายค้น 129 หมาย และจับกุมผู้ต้องหา ได้ทั้งหมด 241 คน ยึดของกลางยาเสพติด  ได้แก่  ยาบ้า 424,771 เม็ด  ไอซ์  4.9 กิโลกรัม
ทรัพย์ของกลางที่ยึดได้ จำนวน  14  รายการ  มูลค่า 791,000 บาท ทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่องกับยาเสพติด จำนวน 264 รายการ  มูลค่า 70,015,617 บาท ยึดทรัพย์สินได้ทั้งหมด จำนวน 278 รายการ  มูลค่า 70,806,617 บาท

พล.ต.ท.วิสนุ ยังกล่าวว่า ยังมีความเคลื่อนไหวธุรกรรมทางบัญชีของผู้ประกอบการร้านทอง ที่เข้าปฏิบัติการในครั้งนี้ มีกระแสเงินหมุนเวียนในห้วง 3 ปีที่ผ่านมา วงเงินประมาณ 170,000 ล้านบาท จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า
มีบัญชีที่มีกระแสเงินจากการค้ายาเสพติด เข้าไปในกลุ่มผู้ค้าร้านทอง และกลุ่มกิจการต่าง ๆ รวมประมาณ 12,000 ล้านบาท โดยเจ้าหน้าที่ จะดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

พล.ต.ท.วิสนุ ยังเปิดเผยถึงปฎิบัติการล่าสุดว่า เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.63 เจ้าหน้าที่ร่วมปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นเพื่อจับกุมบุคคลตามหมายจับคดีสมคบและตรวจยึดอายัดทรัพย์สินของเครือข่ายนักค้ายาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ต่อเนื่องจังหวัดชลบุรีและจังหวัดกาญจนบุรี สามารถจับกุมตามหมายจับ 8 หมาย หมายค้น 22 หมาย และ 2 จุดตรวจสอบ ผลการปฏิบัติ จับกุมผู้ต้องหา จำนวน 2 ราย ยึดอายัดทรัพย์สิน เช่น เงินสด ,เงินในบัญชี ,รถยนต์ ,รถจักรยานยนต์ ,อาวุธปืน ,ทองรูปพรรณ และที่ดินพร้อมโฉนด  รวมทรัพย์สินที่ตรวจยึดทั้งสิ้น  มูลค่า 83,506,000 บาท

โดยสรุปผลการปฏิบัติในห้วงเดือน พฤษภาคม – มิถุนายน 2563 ตามคำสั่ง ศอ.ปส.ที่ 7/2563 มีผลการดำเนินการ ดังนี้ สามารถทำลายเครือข่ายยาเสพติด ได้ทั้งสิ้น 43 เครือข่าย จับกุมตามหมายจับได้ 645 หมาย  เข้าตรวจค้นเป้าหมายยาเสพติด  629 หมาย สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งสิ้น 1,346 คน โดยมีผลการตรวจยึด ยาบ้า ได้ 25,997,331 เม็ด ไอซ์ 321 กิโลกรัม เคตามีน 1 กิโลกรัม เฮโรอีน 3.5 กิโลกรัม และกัญชา 420 กิโลกรัม
ยึดทรัพย์ของกลาง  จำนวน 928 รายการ มูลค่า 33,737,580 บาท ทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่องกับยาเสพติด  จำนวน 845 รายการ มูลค่า 416,913,770 บาท รวมทรัพย์ที่ตรวจยึดได้ทั้งสิ้น 1,773 รายการ มูลค่า 450,651,350 บาท และมีธุรกรรมทางบัญชีของผู้ประกอบการที่มีกระแสเงินจากการค้ายาเสพติด ที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ ประมาณ  12,000 ล้านบาท โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมดำเนินการต่อไป