เกษตรกรรุ่นใหม่ตั้งใจสืบสานต่อยอดอาชีพพระราชทานการเลี้ยงโคนม หนึ่งในสมาชิกสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์)

32

จากการที่กลุ่มเกษตรกรโคนมในพื้นที่จังหวัดราชบุรีและจังหวัดนครปฐมประสบปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาดในปี พ.ศ.2512 จึงได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อขอพระราชทานความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จากพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนั้น นำมาซึ่งการก่อตั้งโรงงานนมผงและศูนย์รวมนมหนองโพ เพื่อรับซื้อน้ำนมดิบจากสมาชิก และเติบโตก้าวหน้าจนกลายเป็นสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรีจำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) ผู้ผลิตสินค้าแบรนด์หนองโพ ที่มาพร้อมสโลแกน “นมสดหนองโพ นมโคแท้แท้” ในปัจจุบัน

ระยะเวลาเกือบ 50ปี นับแต่ปีก่อตั้งสหกรณ์ เกิดการเปลี่ยนผ่านจากรุ่นสู่รุ่น ครอบครัวเม่งผ่องเป็นหนึ่งในครอบครัวสมาชิกเกษตรกรโคนมที่รับมรดกตกทอดทางอาชีพมาจากรุ่นปู่ ย่า จนมาถึงรุ่นหลาน และดำเนินกิจการฟาร์มโคนมเข้าปีที่ 7 แล้ว

นายปฐมพร เม่งผ่อง สมาชิกสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นว่า คุณปู่กับคุณย่าเป็นเกษตรกรฟาร์มโคนมรุ่นแรกของสหกรณ์ แต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ไม่ได้สืบสานต่อ พอมาถึงรุ่นตน ซึ่งในขณะนั้นอยู่ในวัยมัธยมศึกษาตอนปลาย ปู่กับย่าได้ตัดสินใจเลิกทำฟาร์ม เพราะอายุมาก ทำไม่ไหว ด้วยความที่ได้ใกล้ชิด เรียนรู้ และช่วยปู่ย่าทำฟาร์มมาตั้งแต่เด็กตน จึงเกิดความมุ่งมั่นที่จะสืบสานต่อยอดอาชีพโคนมจากปู่กับย่า นับจากวันนั้น ตนจึงได้ตัดสินใจเข้าศึกษาต่อในคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อเตรียมพร้อมเป็นเกษตรกรฟาร์มโคนมรุ่นต่อไป หลังจากเรียนจบตนก็ได้เข้าทำงานในโรงงานอาหารสัตว์ หนึ่งปีต่อมาก็ได้เข้ามาทำงานเป็นนักวิชาการสัตวบาลที่สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) ภารกิจหลักคือออกผสมพันธุ์เทียมโค แนะนำ ส่งเสริม เรื่องการดูแลรักษาสุขภาพโค พัฒนาคุณภาพน้ำนม และมาตรฐานโรงเรือนให้แก่สมาชิก เมื่อได้กลับมาทำงานในบ้านเกิด ได้อยู่กับครอบครัว ตนจึงเริ่มสานฝันทำฟาร์มโคนมตามที่เคยบอกปู่กับย่าไว้ โดยทำการซื้อโครุ่นพันธุ์โฮลสไตน์ ฟรีเซียน (Holstein-Friesian) มาหนึ่งตัว ผสมเทียมเอง ด้วยน้ำเชื้อจากสหกรณ์ เมื่อโคท้องก็รีดน้ำนมนำไปขายที่สหกรณ์ เก็บเล็กผสมน้อย ค่อยๆ ซื้อโคเข้ามาเพิ่มเติมในฟาร์ม

ส่วนการรีดน้ำนมดิบเพื่อจัดส่งไปยังสหกรณ์ฯ นั้น ตนจะรีดน้ำนมวันละ 2 ครั้ง คือ ช่วง 04.00 น. และ 16.00 น. ได้น้ำนมดิบวันละประมาณ 180-190 กิโลกรัม ต้นทุนน้ำนมดิบอยู่ที่กิโลกรัมละ 11 บาท สหกรณ์มีราคากลางรับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 18.50 บาท และจะบวกเพิ่มให้ตามคุณภาพน้ำนมและมาตรฐานต่างๆ ที่ฟาร์มทำได้ ถ้าสามารถผ่านมาตรฐานได้ทุกข้อ ก็จะสามารถขายน้ำนมดิบได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 21 บาท สามารถสร้างรายได้ราว 50,000-60,000 บาทต่อเดือน

นอกจากการส่งน้ำนมดิบให้แก่สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) เป็นหลักแล้ว นายปฐมพร เม่งผ่อง และภรรยายังได้แปรรูปน้ำนมดิบจากฟาร์มของตนเป็นผลิตภัฑ์นมพาสเจอร์ไรส์ภายใต้แบรนด์ “คีตะ มิลค์” บรรจุในขวดแก้ว 250 มิลลิลิตร ขายขวดละ 35 บาท (3 ขวด 100 บาท) ผลิตครั้งละ100 กว่าขวด (เดือนหนึ่งผลิต 4 ครั้ง) วางขายที่ตลาดนัดมหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ ทุกวันพุธ และยังรับทำตามออเดอร์บ้างเล็กน้อย ซึ่งการแปรรูปนมเองสามารถขายได้ถึงราคากิโลกรัมละประมาณ 100 กว่าบาท สร้างรายได้ราวเดือนละ 15,000-16,000 บาท แม้จะเทียบเป็นจำนวนเงินที่น้อยกว่าการขายน้ำนมโคดิบให้สหกรณ์ แต่ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการต่อยอดผลิตภัณฑ์ สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า เป็นการสร้างรายได้เพิ่มอีกทางหนึ่ง

การเป็นสมาชิกสหกรณ์ และการขายน้ำนมดิบให้สหกรณ์ฯ ถือเป็นความมั่นคงของครอบครัว เพราะสหกรณ์ฯ เป็นตลาดรองรับน้ำนมดิบที่แน่นอน ทั้งยังซื้อปัจจัยการผลิตในราคายุติธรรม สามารถขอสินเชื่อเพื่อปรับปรุงพัฒนาฟาร์ม และได้รับความช่วยเหลือ แนะนำ ในเรื่องต่างๆ รวมถึงสหกรณ์ยังส่งเสริมให้สมาชิกได้เข้าอบรมเรียนรู้เพิ่มเติมในหลักสูตรเกี่ยวกับการเลี้ยงโคนม การจัดการฟาร์ม การผลิตน้ำนมให้ได้มาตรฐาน และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากน้ำนม ในอนาคตอาจมีการขยายกำลังผลิต ถ้าสามารถหาตลาดรองรับได้ และมีเวลามากพอ รวมถึงเล็งผลิตโยเกิร์ต ที่ได้หัวเชื้อมาจากการจัดการอบรมของสหกรณ์ด้วย

“สิ่งสำคัญที่อีกอย่างหนึ่ง คือ การปลูกฝังให้รุ่นลูกได้เรียนรู้ สัมผัส และซึมซับการทำฟาร์มโคนมให้เป็นอาชีพที่มั่นคงและไปต่อได้ เพราะเป็นอาชีพที่พ่อให้” นายปฐมพร เม่งผ่อง กล่าวทิ้งท้าย ด้วยความตั้งใจที่จะสานต่ออาชีพการทำฟาร์มโคนมจากรุ่นปู่ย่า และมีความหวังจะส่งต่อมรดกอาชีพพระราชทานสู่รุ่นลูกต่อไป