ป.ป.ช.เปิดเวทีทุกภาคส่วนแลกเปลี่ยนเรียนรู้การต่อต้านทุจริตสู่ประเทศไทยใสสะอาด

24

ป.ป.ช.จัดสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อทบทวนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มุ่งหวังตอบโจทย์แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ประเด็น “การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ” เพื่อก้าวสู่ภาพอนาคต “ประเทศไทยใสสะอาด ไทยทั้งชาติต้านทุจริต”

พลตำรวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการรป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า วันที่ 19 สิงหาคม 2562 สำนักงาน ป.ป.ช.ได้จัดสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับชาติ ภายใต้หัวข้อ “การผลักดันยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สู่ประเทศไทยใสสะอาด ไทยทั้งชาติต้านทุจริต” ปี 2562 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดเวทีให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ที่ได้ร่วมกันดำเนินโครงการและกิจกรรมภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 (พ.ศ.2560-2564) ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ ผลการดำเนินงาน แนวทางการพัฒนา รวมถึงปัญหาและอุปสรรค เพื่อทบทวน ปรับปรุง และพัฒนาการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

โดยมีผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ มาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2560 จนถึงปัจจุบันดังนี้

1.การจัดทำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา เพื่อปรับฐานคิดคนในทุกช่วงวัยให้สามารถแยกแยะผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม มีความซื่อสัตย์สุจริต และเป็นพลเมืองที่ดี และการสนับสนุนให้ประชาชนในทุกจังหวัดรวมตัวกันในรูปแบบชมรม เพื่อเฝ้าระวัง สอดส่อง ดูแล และตรวจสอบการทุจริตในพื้นที่จังหวัดของตน โดยใช้ชื่อว่า “ชมรม STRONG -จิตพอเพียงต้านทุจริต”

2.การสนับสนุนให้ภาคการเมืองแสดงเจตจำนงทางการเมืองในการต่อต้านการทุจริต การจัดทำเกณฑ์ชี้วัดความเสี่ยงเชิงนโยบาย รวมถึงการผลักดันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันการทุจริต เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสของภาคการเมืองทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น

3.การพัฒนาระบบป้องกันการทุจริตเชิงรุก ผ่านมาตรการและกลไกต่างๆ เช่น การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐทุกแห่ง การจัดทำมาตรการต่างๆ โดยมุ่งปรับปรุงแก้ไขการดำเนินงานและป้องกันการทุจริตที่ส่งผลเสียต่อสังคมในวงกว้าง เช่น กรณีการรับแป๊ะเจี๊ยะ กรณีนมโรงเรียน และกรณีอาหารกลางวันนักเรียน เป็นต้น รวมถึงการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ลดขั้นตอน และลดการใช้ดุลพินิจ อันเป็นสาเหตุสำคัญของการทุจริตในหน่วยงานภาครัฐ

4.การพัฒนามาตรการทางกฎหมายเพื่อรองรับ “สังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต”

อย่างไรก็ตาม สำนักงาน ป.ป.ช. คาดหวังว่าการจัดสัมมนาฯ ครั้งนี้ จะนำมาซึ่งแนวทางในการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกัน ระหว่างสำนักงาน ป.ป.ช. หน่วยงานภาครัฐ ภาครัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้บรรลุตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ระดับต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

ประเด็นที่ 21 การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 (พ.ศ.2560-2564) ได้กำหนดเป้าหมายสอดคล้องกับแผนแม่บทฯ ดังกล่าว คือ การเพิ่มขึ้นของคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) โดยในปี 2564 นี้ ตั้งเป้าหมายไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ซึ่งการที่จะไปถึงจุดนั้นได้สำนักงาน ป.ป.ช.คงไม่สามารถดำเนินการได้เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาครัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน