ตำรวจกองปราบค้านประกัน “บุญช่วย” น้องชายของพระกิตติวุฑโฒ และลูก แม้ญาติยื่นหลักทรัพย์คนละล้าน มั่นใจพยานหลักฐานมากพอ สำนวนใกล้แล้วเสร็จเตรียมส่งฝากขังผัดแรกพรุ่งนี้

31

กรณีตำรวจกองปราบปรามจับกุมนายบุญช่วย เจริญสถาพร อายุ 80 ปี น้องชายของพระกิตติวุฑโฒ ภิกขุ อดีตประธานมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุ และ นายกิตติพงษ์ เจริญสถาพร อายุ 43 ปี บุตรชาย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา “เบิกความเท็จต่อศาล,ให้การเท็จต่อเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ และร่วมกันยักยอกทรัพย์” ในคดียักยอกที่ดินในพื้นที่ ต.พลวง ต.ตะเคียนทอง อ.เขาคิชณกูฎ และบางส่วนใน อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ของมูลนิธิจำนวน 3,800 ไร่ ไปเป็นของตนเอง โดยมีการสวมสิทธิการครอบครองและนำไปออกโฉนดโดยมิชอบ ตามที่ได้เคยมีการนำเสนอไปก่อนหน้านี้แล้วนั้น

ความคืบหน้าคดีดังกล่าวล่าสุดเมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 10 มิ.ย. ที่ กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) พ.ต.อ.อเนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป.กล่าวว่า สำนวนคดีในตอนนี้มีความคืบหน้าไปกว่าร้อยละ 95 ซึ่งเตรียมส่งส่งอัยการสั่งฟ้องคดีได้เร็วๆ นี้ ที่ผ่านมามีการสอบปากคำพยานบุคคลต่างๆที่เกี่ยวข้องไปแล้วกว่า 100 ปาก ซึ่งส่วนใหญ่ต่างให้การสอดคล้องกันว่า ที่ดินทั้งหมดกว่า 3.8 พันไร่ เป็นของมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุที่ชาวบ้านได้ร่วมกันบริจาคเงินซื้อมาจากนายสมพล โกศลานันท์ เจ้าของที่ดินเดิม ประกอบกับมีเอกสารหลักฐานราชการ รวมถึงหลักฐานเอกสารที่ถูกปลอมแปลงขึ้นมา จึงมั่นใจว่าพยานหลักฐานที่มีอยู่ในขณะนี้มากพอที่จะเอาผิดกับผู้ต้องหาทั้ง 2 รายนี้ แม่ว่าในเบื้องต้นจะให้การปฏิเสธก็ตาม

พ.ต.อ.อเนก กล่าวต่อว่า สำหรับคดีดังกล่าวทางกองปราบปรามได้เริ่มทำคดีต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 ก่อนจะมีเหตุยิงในศาลจันทบุรี ระหว่างนั้น พล.ต.ต.ธารินทร์ ยังคงนำหลักฐานต่างๆ เข้ามาให้พนักงานสอบสวนกองปราบอยู่ตลอด ไม่มีท่าทีว่าจะก่อเหตุยิงแต่อย่างใด ส่วนข้อสงสัยว่าที่ดินว่า 3.8 พันไร่นั้น เป็นที่ดิน สปก.หรือไม่ จากการตรวจสอบพบว่ามีบางส่วนเป็นที่ดินมีโฉนด และบางส่วนก็เป็นที่ว่างเปล่าไม่มีเอกสิทธิ์ แต่อยู่ในที่ดินที่มีการซื้อขายระหว่างนายสมพล กับมูลนิธิฯ ในราคา 12 ล้านบาท ณ เวลานั้น

พ.ต.อ.อเนก กล่าวอีกว่า ส่วนที่ดินใน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี กว่า 1.3 พันไร่ และที่ดินอีก 600 ไร่ ที่ จ.สงขลา พบว่าพระกิตติวุฒโฑ ได้ทำพินัยกรรมส่งมอบให้น้องสาว ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินพระกิตติ ไม่ใช่ของมูลนิธิฯ โดยตามกฎหมายแล้ว หากสงฆ์ได้ทรัพย์สินมาขณะมีชีวิต เมื่อมรณภาพทรัพย์เหล่านั้นก็จะตกเป็นของรัฐ หากวัดต้องการกลับคืนต้องไปฟ้องร้องเอง อย่างไรก็ตาม ภายหลังจับกุมผู้ต้องหาก็ได้มีบุคคลในครอบครัวผู้ต้องหาติดต่อเข้ามาเพื่อขอยื่นหลักทรัพย์ประกันตัวคนละล้านบาท แต่พนักงานสอบสวนได้คัดค้านประกันตัว เนื่องจากความเสียหายในคดีนี้สูงถึง 3.5 พันล้านบาท และเกรงผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน โดยภายในวันที่ 11 มิ.ย. นี้จะส่งตัวผู้ต้องหาฝากขังต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าเวลาประมาณ 08.00 น. ของวันเดียวกัน ได้มีบุคคลในครอบครัวและใกล้ชิดกับผู้ต้องหาทั้งสองคนติดต่อเข้าเยี่ยม ก่อนจะรีบเดินทางกลับออกไป โดยให้รายละเอียดกับสื่อมวลชนสั้นๆเพียงว่า “นายบุญช่วย และนายกิตติพงษ์ ทั้งคู่ไม่ได้เรียกร้องหรือต้องการสิ่งใดเป็นพิเศษ เมื่อคืนที่ผ่านมาก็นอนหลับได้ตามปกติ ส่วนเรื่องสุขภาพของนายบุญช่วย ก็เป็นไปตามวัยที่อายุมากแล้ว ส่วนเรื่องคดีความไม่ขอพูดถึงปล่อย ให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย