‘เมฆินทร์ ‘ พร้อมทีมงานศูนย์ BLUE HOUSE พาอดีตผู้สมัคร ส.ส. ปชป. เขต 1 สระบุรี ลงพื้นที่พบ ‘ 2 ยาย – หลาน’ ขาดโอกาสได้รับการเยียวยา ออกจากการศึกษามา 2 ปี – เผยประสานผู้เกี่ยวข้องให้ได้รับสิทธิ์ การศึกษา พร้อมเสนอเป็นกรณีตัวอย่าง ให้ ‘ 2 รมช. ‘ แก้ปัญหาด้วย

38

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด ผู้อำนวยการ BLUE HOUSE ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ และช่วยเหลือประชาชนชน พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายสิรภพ โทณวณิก ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ ฯและนายนันทวัชร กี่สง่า อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 สระบุรี (อำเภอเมืองสระบุรี , อำเภอเฉลิมพระเกียรติ , อำเภอพระพุทธบาท) พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลงพื้นที่ ต.หน้าพระลาน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี เพื่อช่วย 2 ยาย-หลาน ซึ่งประสบปัญหาทางสังคม โดยทั้งนี้ ก่อนที่นายเมฆินทร์ และคณะได้ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบก็พบว่าบ้านที่พักอาศัยได้มีหน่วยงานบางแห่งได้นำรถแบล็คโฮ มาปรับสภาพพื้นที่บ้านจนไม่เหลือเค้าให้ทางคณะได้ตรวจสอบสภาพบ้านได้ ซึ่งนายเมฆินทร์และคณะได้พบกับทางคุณยายคือ นางปทุม คุ้มภัย อายุ 67 ไม่มีเอกสารเพื่อยืนยันตัวตนในทางทะเบียนราษฎร ทำให้หมดโอกาสที่จะได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานในการเยียวยาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด – 19 ส่วนหลานสาวอายุ 14 ปี ชื่อด.ญ.นริน พุทธรักษา ซึ่งหลังจากจบ ป.6 ร.ร. บ้านคุ้งเขาเขียว ด.ญ.นริน ก็ไม่ได้เรียนหนังสือมา 2 ปีแล้ว ซึ่งทางศูนย์ฯ ก็ได้มีการมอบถุงยังชีพของนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร และถุงยังชีพของทางศูนย์ พร้อมเงินจำนวนหนึ่ง เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ 2 ยายหลานเพื่อเป็นการบรรเทาทุกข์ในขั้นต้น

โดยหลังจากที่ 2 ยายหลาน ได้รับถุงยังชีพและการดำเนินการช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆแล้ว คุณยายปทุม ก็ได้โผกอดคณะทำงานของกลุ่ม BLUE HOUSE ด้วยน้ำตานองหน้า และได้เล่าถึงความลำบากในการใช้ชีวิตที่ผ่านมา ซึ่งคุณยายระบุว่า ตัวเองป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งไม่สามารถประกอบอาชีพและมีเงินพอที่จะรักษาตัวเองได้ รวมทั้งไม่มีญาติที่ไหนที่จะมาช่วยดูแลตนเองและหลานสาว ดังนั้น ตนจึงขอบคุณกลุ่ม BLUE HOUSE และผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่กรุณาช่วยเหลือตนและหลานสาวในครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ นายเมฆินทร์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ดังกล่าว ตนเห็นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับ 2 ยายหลานนี้ ถือเป็นกรณีที่มีการตกหล่นจากการสำรวจของหน่วยงานรัฐ โดยคุณยายขาดหลักฐานต่างๆ ที่จะพิสูจน์สิทธิในฐานะคนไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก ดังนั้น ตนจึงจะรับเรื่องนี้ เพื่อเสนอให้กับ นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำกรณีที่เกิดขึ้นนี้เป็นตัวอย่าง เพื่อนำไปแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องต่อไป ส่วนกรณี ด.ญ.นริน นั้น เนื่องจากสภาพความยากจนที่เกิดขึ้น มีผลทำให้ต้องขาดโอกาสในการศึกษาเล่าเรียนในระดับที่สูงขึ้นพอที่จะประกอบอาชีพช่วยเหลือครอบครัวได้ ซึ่งสมควรที่จะให้ ด.ญ.นริน ได้รับโอกาสทางการศึกษาต่อไป ดังนั้น ตนจึงอยากให้ทางคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงมาดูแลช่วยเหลือให้ ด.ญ.นริน ได้มีโอกาสกลับไปศึกษาเล่าเรียน โดยประสานขอให้ทางโรงเรียนหรือผู้มีจิตศรัทธา ได้มาช่วยเหลือ ด.ญ. นริน ต่อไป

“ในขณะนี้ ทางเราได้รับเรื่องและจะเร่งประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป เช่น สำนักงานพัฒนาสังคมฯ จ.สระบุรี ในการเยียวยาเพิ่มเติมจากที่เราให้เบื้องต้น ประสานให้ทางที่ว่าการอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ได้จัดการให้คุณยายตรวจสอบฐานข้อมูลในทะเบียน และดำเนินการให้มีสำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อให้คุณยายได้รับสิทธิอย่างเต็มที่ ในส่วนของ ด.ญ.นริน นั้น เนื่องจากยังอยู่ในช่วงที่ทางโรงเรียนยังรับสมัครอยู่ ผมจึงมีแนวคิดที่จะพาน้องเข้าโรงเรียนมัธยมฯ ที่ใกล้บ้าน โดยประสานงานกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 4 เพื่อให้รับทราบถึงเรื่องราวดังกล่าว รวมทั้ง จะประสานให้โรงเรียนหน้าพระลาน(พิบูลสงเคราะห์) นำ ด.ญ.นริน เข้าเรียนต่อไป เพราะการให้การศึกษาถือเป็นการให้มีค่ายิ่งกว่าการให้สิ่งอื่นใด ทั้งในยามปกติและช่วงที่เกิดสถานการณ์ในขณะนี้ ” นายเมฆินทร์กล่าว