เหตุการณ์จราจลที่กำลังลุกลามอยู่ในสหรัฐอเมริกาซึ่งไม่รู้ว่าจะจบอย่างไรและเริ่มขยายข้ามมหาสมุทรแอตแลนติคไปยังยุโรปตะวันตกและอังกฤษ…โดย ปองพล อดิเรกสาร

64

บทความข้างล่างเขียนโดย ปองพล อดิเรกสาร เหตุการณ์จราจลที่กำลังลุกลามอยู่ในสหรัฐอเมริกาซึ่งไม่รู้ว่าจะจบอย่างไรและเริ่มขยายข้ามมหาสมุทรแอตแลนติคไปยังยุโรปตะวันตกและอังกฤษทำให้ผมซึ่งสนใจในประวัติศาสตร์โลกกลับไปศึกษาความยิ่งใหญ่และการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน (The Rise and Fall of the Roman Empire) เนื่องจากมีองค์ประกอบและปัจจัยคล้ายคลึงกับสถานการณ์ปัจจุบันของสหรัฐอเมริกาซึ่งจะเรียกว่าจักรวรรดิอเมริกาก็ได้

เคยมีหนังสือภาษาอังกฤษเล่มหนึ่งพิมพ์เมื่อปี ค.ศ.1975 ให้ชื่อว่า American Caesar เป็นการยกย่อง พลเอกดั๊กกลาส แม็คอาเธอร์ แม่ทัพฝ่ายพันธมิตรซึ่งรบชนะกองทัพญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารสูงสุดในการยึดครองประเทศญี่ปุ่นระหว่าง 1945 ถึง 1951 รับผิดชอบในการฟื้นฟูและปฏิรูปเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของญี่ปุ่น เปรียบเสมือนเป็นซีซาร์ซึ่งเป็นตำแหน่งจักรพรรดิของจักรวรรดิโรมันในอดีต มีส่วนทำให้สหรัฐอเมริกาเข้าสู่ความเป็นประเทศมหาอำนาจทางการทหาร การเมือง และเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา จนมาถึงโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งหมายมั่นที่จะรักษาความเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกของสหรัฐอเมริกาหรือจักรวรรดิอเมริกาต่อไป แต่ขณะนี้มีปัจจัยหลายปัจจัยที่กำลังบั่นทอนความเป็นมหาอำนาจของประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 3 ของโลก เป็นสิ่งบอกเหตุว่าสหรัฐอเมริกากำลังเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกับจักรวรรดิโรมันในอดีต

ผมได้ไปค้นคว้าศึกษาถึงสาเหตุการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันและนำมาเปรียบเทียบกับสถานะของสหรัฐอเมริกาซึ่งมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่เส้นทางเดียวกันได้ดังนี้

1.จักรวรรดิโรมันได้กำเนิดขึ้นในปี 509 ก่อนคริสตศักราชและเจริญรุ่งเรืองมาเป็นเวลานานนับพันปีก่อนที่เสื่อมอำนาจลง ได้ถูกรุกรานโดยชนเผ่าอนารยชนผู้ป่าเถื่อนตรงกับภาษาอังกฤษว่า barbarian ในยุคนั้น ซึ่งสามารถรวมกำลังหลายเผ่าจากชาติพันธุ์เยอรมันทางตอนเหนือของยุโรปเข้ายึดกรุงโรมศูนย์กลางอำนาจของจักรวรรดิโรมันได้สำเร็จ โดยมีชนเผ่าหนึ่งคือชาว Vandal เป็นหัวหอกในการปล้นสะดมชาวโรมันและเผาทำลายกรุงโรม ซึ่ง เป็นที่มาของศัพท์ภาษาอังกฤษคำหนึ่งคือ vandalism หมายถึงการปล้นสะดมทำลายทรัพย์สินทั่วไป ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในเมืองใหญ่ๆหลายเมืองในสหรัฐอเมริกาขณะนี้

2.ปัญหาทางเศรษฐกิจเริ่มต้นจากการที่จักรวรรดิโรมันได้สร้างกองทัพมหึมาเพื่อไปยึดครองดินแดนที่ห่างไกลเช่นเกาะอังกฤษ ยุโรปเหนือ ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ และทำสงครามกับชนเผ่าเจ้าของดินแดนเหล่านั้นอยู่ตลอดเวลา ทำให้ต้องใช้เงินทุนมหาศาลในการปกป้องรักษาฐานทัพและเลี้ยงดูทหาร ขณะที่ภายในกรุงโรมเองขาดแคลนแรงงานที่จะประกอบอาชีพและดูแลโครงสร้างพื้นฐานจนต้องนำชาวพื้นเมืองจากแอฟริกามาเป็นทาสเพื่อเป็นแรงงาน เมื่อหันมาดูสหรัฐอเมริกาในยุคปัจจุบันซึ่งได้เดินตามรอยจักรวรรดิโรมันโดยใช้งบประมาณมหาศาลสร้างฐานทัพมากกว่า 700 แห่งในอย่างน้อย 70 ประเทศทั่วโลกขณะที่ละเลยต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและดูแลชาวอเมริกันในประเทศตัวเอง

เมื่อเกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกโดยมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 6 ล้านคนและเสียชีวิตใกล้ 4 แสนคน และยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกามีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตมากที่สุดในโลก โดยที่ฐานทัพสหรัฐหลายร้อยแห่งเหล่านั้นไม่สามารถป้องกันและกำจัดการระบาดของโควิด-19 ได้เลย

3.ความขัดแย้งภายในระหว่างชนชั้นระดับต่างๆของจักรวรรดิโรมัน ได้นำไปสู่การแบ่งจักรวรรดิโรมันเป็น 2 ส่วนในปี ค.ศ.293 คือจักรวรรดิโรมันตะวันตกมีนครหลวงอยู่ที่กรุงเมดิโอลานัมหรือนคร มิลานในปัจจุบัน และจักรวรรดิโรมันตะวันออกมีนครหลวงอยู่ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลหรือกรุงอิสตันบูลในปัจจุบัน ทำให้จักรวรรดิโรมันทั้งสองส่วนอ่อนแอลงจนนำไปสู่การล่มสลายในที่สุด

ส่วนความขัดแย้งภายในสหรัฐอเมริกามีพื้นฐานมาจากการที่จำนวนประชากรชาวผิวดำได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 300 ปีที่ผ่านมาจากการนำชาวผิวดำจากทวีปแอฟริกามาเป็นทาสเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานขณะนั้น นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างผู้ที่ต้องการเลิกทาสและผู้ที่ต้องการให้มีทาสต่อไปจนเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในปี 1861 ถึง 1865 ถึงแม้สงครามจะยุติลงพร้อมกับการเลิกทาสแต่ปัญหาการเหยียดผิวระหว่างชาวอเมริกันผิวขาวกับชาวอเมริกันผิวดำยังมีอยู่ต่อไปถึงแม้จะมีการยอมรับความเท่าเทียมมากขึ้น ความขัดแย้งได้ปะทุขึ้นอีกในกรณีของนายจอร์จ ฟลอยด์ ชาวอเมริกันผิวดำที่เสียชีวิตจากการกระทำเกินเหตุของตำรวจชาวอเมริกันผิวขาวในวันที่ 25 พ.ค.2563 จนลุกลามกลายเป็นการจราจลไปทั่วประเทศ ซึ่งไม่สามารถจะคาดการณ์ได้ว่าเหตุการณ์จะสงบลงอย่างไรและเมื่อใด

ผลการสำรวจประชากรของสหรัฐอเมริกาล่าสุดในปลายปี 2019 ชี้ว่าทั้งประเทศมีประชากร 328 ล้านคน เป็นชาวผิวขาว 73% คือ 239.4 ล้านคน เป็นชาวผิวดำ 12.7% คือ 41.6 ล้านคน ชาวเอเชีย 5.4% คือ 17.7 ล้านคน ชาวอินเดียนแดง 0.8% คือ 2.6 ล้านคน ส่วนที่เหลืออีก 8% คือ 26.4 ล้านคนเป็นเชื้อชาติอื่นๆ

4.เมื่อปัญหาต่างๆของจักรวรรดิโรมันตามที่ได้กล่าวถึงมาแล้วนั้นทวีความเข้มข้นรุนแรงขึ้นจนทำให้จักรวรรดิโรมันอ่อนแอลง ขณะที่บรรดาดินแดนต่างๆเริ่มแข็งแกร่งขึ้นจนกลายเป็นคู่แข่งและอริทางการค้าและทางการเมือง โดยเฉพาะอาณาจักรของชาวเติร์กมุสลิมทางตะวันออกเฉียงใต้ของยุโรปและเอเชียตะวันตกสามารถยกทัพมายึดกรุงคอนสแตนติโนเปิลได้ในปี 1453 และได้สถาปนาจักรวรรดิออตโตมานขึ้นแทนจักรวรรดิโรมันตะวันออก ทำให้ชาวโรมันต้องอพยพจากกรุงคอนสแตนติโนเปิลขึ้นไปทางตอนใต้ของยุโรปก่อตั้งอาณาจักรขึ้นใหม่ให้ชื่อว่าโรมาเนีย

เมื่อกลับมาดูสถานการณ์ในปัจจุบันก็ปรากฏว่าความเป็นมหาอำนาจทางการเมืองและทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกากำลังถูกท้าทายจากรัสเซียทางตอนเหนือของยุโรป และจากจีนทางเอเชียตะวันออก

5.สหรัฐอเมริกากำลังประสบปัญหาภายในทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงโดยเฉพาะการระบาดของโควิด-19 ทำให้ระบบการผลิตทางอุตสาหกรรมและธุรกิจการค้าต้องหยุดชะงักลง เป็นผลให้มีคนตกงานมากกว่า 40 ล้านคน และทำให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณในการเยียวยาประชาชนมากถึง 2.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผลให้งบประมาณประจำปี 2020 ต้องอยู่ในภาวะติดลบมากเป็นประวัติการณ์ถึง 3.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็น 18.7% ของ GDP หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ

สหรัฐอเมริกามีหนี้สินรวมทั้งสิ้น ณ วันที่ 1 พ.ค.2020 ราว 25 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ นับว่าเป็นประเทศที่มีหนี้สินภายนอกมากที่สุดในโลก มีต่างประเทศราว 30 ประเทศถือครองพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐฯ ณ วันที่ 30 มี.ค.2020 รวมกันมีมูลค่าถึง 6,810 พันล้าน เหรียญสหรัฐฯ รายใหญ่ๆ ได้แก่ญี่ปุ่น 1,217.7 พันล้าน จีน 1,081.6 พันล้าน สหราชอาณาจักร 395.3 พันล้าน ไอร์แลนด์ 271.5 พันล้าน บราซิล 264.4 พันล้าน และฮ่องกง 245 พันล้าน

หนี้สินของสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2019 ต้องเสียดอกเบี้ยถึง 574.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯซึ่งมากที่สุดกว่าทุกปีที่ผ่านมา ขณะนี้ยังไม่มีนโยบายที่เป็นรูปธรรมชัดเจนของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในการแก้ปัญหาหนี้สินของประเทศ

ผลของการศึกษาดังกล่าวนำความเศร้าใจมาสู่ตัวผมเองซึ่งเคยใช้ชีวิตเป็นนักศึกษาอยู่ในสหรัฐอเมริการะหว่างปี ค.ศ.1957 ถึง 1966 ยังรำลึกถึงช่วงเวลาแห่งความผาสุขในสังคมอเมริกัน ปราศจากปัญหายาเสพติดและการก่อการร้าย เป็นยุคทองของดนตรียุค 60s สนุกกับการเต้นร็อคแอนด์โรล มีเพื่อนฝูงชาวอเมริกันหลายคนซึ่งสนิทสนมและยังติดต่อกันจนถึงทุกวันนี้

ผมไม่เคยนึกเลยว่าสหรัฐอเมริกาจะก้าวมาสู่ความเสื่อมโทรมทางสังคม เป็นสังคมแห่งความโกรธแค้น ปัญหายาเสพติดเพิ่มขึ้น ความไม่ปลอดภัยในการดำรงชีวิต ความขัดแย้งระหว่างผิวและความเหลื่อมล้ำทางฐานะอย่างมากในปัจจุบัน ภายใต้การบริหารประเทศของประธานาธิบดีที่ด้อยวุฒิภาวะ ก้าวร้าว และมีส่วนในการขยายความรุนแรงของการจราจลด้วยการนำทหารประจำการออกมาปราบปรามประชาชน ทำให้ไม่สามารถประเมินได้ว่าสถานการณ์ในอนาคตจะเป็นเช่นไร ได้แต่หวังว่าจะไม่เดินตามรอยของจักรวรรดิโรมันในอดีต

ปองพล อดิเรกสาร
4 มิ.ย.2563

สุรเชษฐ ศิลานนท์…รายงาน