ป.ป.ส. แจงเปิดบรรยายเรื่องกัญชา สามารถทำได้ถ้าเป็นการบรรยายทางวิชาการ

18

ป.ป.ส. แจงเปิดบรรยายเรื่องกัญชา สามารถทำได้ถ้าเป็นการบรรยายทางวิชาการ แต่หากมีการชักชวนให้ใช้หรือปลูกทำไม่ได้ รวมถึงนำตัวอย่างต้น ใบ ดอก น้ำมัน หรือสารสกัดกัญชาและ ผลิตภัณฑ์ที่มีกัญชาผสมมาแสดงหรือสาธิต ถ้าไม่ได้อนุญาตถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เพราะกัญชายังเป็นยาเสพติดให้โทษ

วันที่ 8 มิถุนายน 2563 นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เปิดเผยว่าขณะนี้เริ่มมีกลุ่มและองค์กรต่างๆ ทั้งของรัฐและเอกชนกลับมาจัดบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับกัญชา ซึ่งมีทั้งรูปแบบต้องเสียและไม่เสียค่าใช้จ่ายประกอบกับศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงาน ป.ป.ส. ได้รับคำถามจากประชาชนผ่านสายด่วน 1386 เกี่ยวกับเรื่องการเปิดบรรยายหรือสอนเรื่องกัญชา การนำต้นกัญชา น้ำมัน หรือสารสกัดกัญชา รวมถึงผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิดที่มีส่วนผสมกัญชามาสาธิตหรือวางจำหน่ายทำได้หรือไม่

เลขาธิการ ป.ป.ส. จึงขอชี้แจงให้พี่น้องประชาชนทราบว่ารัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีนโยบายแก้ไขปัญหาหายาเสพติดแนวใหม่ ส่วนหนึ่งคือการใช้ประโยชน์จากพืชเสพติด เป็นการผ่อนปรนให้ใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และการศึกษาวิจัยเท่านั้น ดังนั้นการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับกัญชาหากเป็นการบรรยายเชิงวิชาการก็สามารถทำได้ แต่ผู้บรรยายต้องเป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับกัญชาในทุกมิติอย่างแท้จริง และต้องตระหนักว่ากัญชายังเป็นยาเสพติดให้โทษ เพื่อไม่ให้ผู้รับฟังบรรยายมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและไปกระทำผิดกฎหมาย

สำหรับการนำต้นกัญชา น้ำมัน หรือสารสกัดกัญชา รวมถึงผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิดที่มีส่วนผสมกัญชามาสาธิตหรือวางจำหน่ายนั้น หากไม่มีการขอและได้รับอนุญาตจากสำนักงาน อย. ก็ไม่สามารถทำได้เพราะถือเป็นความผิด ส่วนจะเป็นความผิดในฐานใดเช่นผลิต นำเข้า จำหน่าย ครอบครองเพื่อจำหน่ายก็ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ ดังนั้นผู้ประสงค์จะนำส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดของกัญชา รวมถึงสารสกัดและผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกัญชามาด้วยวัตถุประสงค์ใดก็ตามต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายเท่านั้น

เลขาธิการ ป.ป.ส. ชี้แจงเพิ่มเติมว่าจากการรวบรวมข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงาน ป.ป.ส. (ศปก.ปปส.) พบว่านับแต่กฎหมายผ่อนปรนให้มีการใช้ประโยชน์กัญชาทางการแพทย์และการศึกษาวิจัยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ถึงปัจจุบัน มีการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับกัญชาที่เป็นไปอย่างเปิดเผยทั้งในรูปแบบการบรรยายให้ความรู้ การอบรม การประชุมสัมมนา และการจัดนิทรรศการ รวม 134 ครั้ง ใน 43 จังหวัด โดยถูกจัดขึ้นในกรุงเทพมหานครมากที่สุด 32 ครั้ง เป็นการจัดขึ้นโดยหน่วยงานภาครัฐ 57 ครั้ง เอกชน 66 ครั้ง และจัดร่วมกัน 11 ครั้ง ซึ่งทุกครั้งก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ มีบางครั้งที่มีการกระทำที่หมิ่นเหม่ต่อกฎหมาย นอกจากนี้พบว่าบางส่วนมีการจัดกันในรูปแบบปกปิด จำกัดเฉพาะกลุ่ม คัดเลือกผู้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างเข้มงวด ซึ่งจากการซักถามผู้ถูกจับในความผิดเกี่ยวกับกัญชาโดยเฉพาะในข้อหาผลิต (ปลูก) หรือครอบครองหลายราย ปรากฏว่าได้เคยผ่านการอบรมและรับฟังบรรยาย ทำให้เข้าใจว่าตนสามารถปลูก ครอบครอง หรือเสพกัญชาได้ จึงกลับมาดำเนินการจนกระทั่งถูกจับ

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวย้ำว่า การจัดอบรมหรือบรรยายเกี่ยวกับกัญชาหรือพืชเสพติดประเภทใดก็ตาม ต้องเป็นไปตามหลักวิชาการและมีเจตนาเพื่อประโยชน์ในทางการศึกษา สร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน ส่วนการจัดเพื่อแสวงหาประโยชน์ทางธุรกิจหากเป็นไปตามกรอบของกฎหมายคงไม่สามารถจำกัดได้ แต่ก็ต้องไม่เป็นการยุยง ส่งเสริมให้มีการกระทำใดๆ อันเป็นการละเมิดต่อกฎหมายหรือต้องไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าสามารถเสพ ครอบครอง หรือปลูกกัญชาได้อย่างเสรี รวมถึงต้องไม่มีการนำพืชเสพติดไม่ว่าจะเป็นเมล็ด ใบ ต้น หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของพืชเสพติดมาแสดงหรือจำหน่ายโดยไม่ผ่านการอนุญาตของสำนักงาน อย. เนื่องจากขณะนี้พืชเสพติดทุกชนิดยังเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 การผลิต นำเข้า ครอบครอง จำหน่าย เสพถือเป็นความผิดตามกฎหมาย ซึ่งแม้แต่สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับสถาบันทางวิชาการดำเนินการศึกษาวิจัย ก็ต้องทำการขออนุญาตเช่นกัน

เลขาธิการ ป.ป.ส. ยืนยันในตอนท้ายว่ารัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงของสากล และความต้องการของพี่น้องประชาชน จึงมีนโยบายการผ่อนปรนการใช้ประโยชน์จากพืชเสพติดทุกชนิด และบางชนิดได้มีความก้าวหน้าในการศึกษาวิจัยและทดลองเพื่อนำมาใช้ประโยชน์แล้ว แต่เนื่องจากทั้งหมดเคยถูกกำหนดเป็นยาเสพติด ดังนั้นการจะดำเนินการใดๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจึงต้องกระทำด้วยความรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบในทางลบต่อเยาวชนคนรุ่นหลัง และความเสียหายต่อประเทศชาติตามมา จึงขอให้พี่น้องประชาชนมีความมั่นใจว่ารัฐบาลจะทำทุกวิถีทางให้ประเทศชาติและประชาชนไทยได้รับประโยชน์สูงสุด

ทั้งนี้ พี่น้องประชาชนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหายาเสพติดได้ หากพบเห็นการ กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วน ป.ป.ส. โทร.1386 ตลอด 24 ชั่วโมง