กรมชลฯเร่งก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีหนุนสร้างอาชีพ สร้างรายได้ยั่งยืนควบคู่บริหารจัดการน้ำคาดเปิดใช้งานปี’64

34

กรมชลประทานเร่งก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี จ.อุตรดิตถ์ หนุนสร้างอาชีพ สร้างรายได้ อย่างยั่งยืน ควบคู่การบริหารจัดการน้ำ มั่นใจเกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจในพื้นที่ เผยโครงการก่อสร้างคืบหน้ากว่า 50% คาดเปิดใช้งานภายในปี 2564

โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี อันเนื่องมาจากพระราชดําริ จังหวัดอุตรดิตถ์ มีแนวทางเพื่อตอบสนองความต้องการใช้น้ำ โดยเฉพาะเพื่อการอุปโภค บริโภค การเพาะปลูกพืช หรือ
เพื่อการประกอบอาชีพ ซึ่งมีการดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558 จนถึงปัจจุบัน ดำเนินการร่วมกับกรมส่งเสริมเกษตรและสหกรณ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมถึง
สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดอุตรดิตถ์ ในการจัดเวทีประชาคมระดับหมู่บ้าน และสนับสนุนให้เกิดการสร้างอาชีพที่เป็นรูปธรรมเพื่อต่อยอด และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้าง
อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีฯ

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า จากการติดตามตรวจเยี่ยมการดำเนินการโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี อันเนื่องมาจากพระราชดําริ จังหวัด
อุตรดิตถ์ พบว่าปัจจุบันมีความคืบหน้าไปมากกว่า 50% แบ่งเป็นความก้าวหน้าโครงการทั้งหมดแผนงาน 59.668% ผลงาน 54.544% ช้ากว่าแผนงาน 5.124% โดยแบ่งเป็นส่วนต่างๆ ดังนี้
1.เขื่อนหัวงานและอาคารประกอบพร้อมอุโมงค์ส่งน้ำ เริ่มดำเนินงานเมื่อ 1 พฤษภาคม 2555 คาดว่าจะแล้วเสร็จวันที่ 28 กันยายน 2563 เสร็จสิ้นแล้ว 86.890% ช้ากว่าแผนงานอยู่ที่ราว
3.815% 2.ระบบท่อส่งน้ำและอาคารประกอบ สัญญาที่ 1 เริ่มดำเนินการวันที่ 1 กรกฎาคม 2560 จะสิ้นสุดสัญญาวันที่ 17 ธันวาคม 2562 เสร็จสิ้นแล้ว 83.150% ช้ากว่าแผนงาน 9.182%
3.ระบบท่อส่งน้ำและอาคารประกอบ สัญญาที่ 2 เริ่มดำเนินงานวันที่ 8 สิงหาคม 2561 จะสิ้นสุดสัญญาวันที่ 27 กรกฎาคม 2563 ปัจจุบันแล้วเสร็จทั้งสิ้น 48.415% ช้ากว่าแผนงานราว 7.269%
4.งานปรับปรุงภูมิทัศน์ บ ริเวณหัวงาน ระยะที่ 1 เริ่มสัญญาวันที่ 1 สิงหาคม 2561 สิ้นสุดสัญญาไปเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2562 ปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จ 5.งานปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณ
หัวงาน ระยะที่ 2 เริ่มดำเนินงานตามสัญญาวันที่ 12 มีนาคม 2562 และจะสิ้นสุดสัญญาวันที่ 7 กันยายน 2562 ดำเนินการแล้ว 30.20% ช้ากว่าแผนงาน 54.781% 6.ระบบท่อส่งน้ำสายซอย
และอาคารประกอบ เป็นงานดำเนินการเอง ดำเนินการแล้ว 89.10% ช้ากว่าแผนงาน 0.9% 7.งานป้องกันการกัดเซาะท้ายอาคารระบายน้ำล้น เป็นงานดำเนินการเองดำเนินการแล้ว 20.918%
ช้ากว่าแผนงาน 41.082%

ทั้งนี้ ในส่วนมาตรการการป้องกันแก้ไขและติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมนั้น ทางกรมชลประทานได้มีแผนการป้องกันแก้ไขและติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมทั้ง
หมด 27 แผน แบ่งเป็น 1.แผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม 10 แผน 2.แผนปฏิบัติการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม 17 แผน ระยะเวลาดําเนินการ รวมทั้ง
หมด 10 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2555 จนถึง พ.ศ.2564 โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบทั้งหมด 14 หน่วยงาน

นายเฉลิมเกียรติ ยังกล่าวอีกว่า สำหรับผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของกรมชลประทานก็ได้ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า ตั้งแต่ปี พ.ศ.2555
โดยการจัดกิจกรรมปลูกป่าทดแทน รวม 4,395 ไร่ การจัดกิจกรรมสร้างฝาย รวม 97 ฝาย เป็นฝายชะลอน้ำกึ่งถาวร 23 ฝาย ฝายชะลอน้ำผสมผสาน 23 ฝาย และการบำรุงป่า รวมถึงบำรุง
รักษาระบบนิเวศน์ต้นน้ำ 2-6 ปี อีกทั้งยังมีการดำเนินการด้านการป้องกันการบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน ซึ่งทางกรมชลประทานได้ร่วมป้องกัน ปราบปราม และประชาสัมพันธ์
ทำความเข้าใจกับประชาชนในบริเวณลุ่มน้ำรี เพื่อให้ร่วมมือกับภาครัฐในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ให้มีน้ำอุปโภคบริโภคอย่างยั่งยืน ยิ่งไปกว่านั้นกรมชลประทานยังมิได้ละเลย
ทรัพยากรธรรมสัตว์ป่า โดยหลังจากดำเนินโครงการดังกล่าว ก็ได้มีการตรวจสอบลาดตระเวนเก็บข้อมูลทรัพยากรสัตว์ป่าในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยรีอย่างต่อเนื่อง และเคลื่อนย้ายสัตว์ป่าไปไว้ใน
บริเวณที่เหมาะสมอีกด้วย

“ผมคิดว่าเราไม่ได้สร้างเขื่อนอย่างเดียว แต่ต้องสร้างสิ่งต่างๆ ให้กับประเทศชาติด้วย มีการปล่อยน้ำออกจากเขื่อนตลอดเวลา เพื่อสร้างความสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ เมื่อการก่อสร้างอ่าง
เก็บน้ำห้วยน้ำรีฯ แล้วเสร็จ ก็จะช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมดีกว่าหลายพื้นที่ ส่วนแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรก็เป็นปัจจัยสำคัญ ผมขอยืนยันว่าจะมีน้ำใช้เพื่อการเกษตรในพื้นที่ 5
หมื่นกว่าไร่อย่างแน่นอน และอยากจะขอความร่วมมือประชาชนที่อยู่บริเวณต้นน้ำให้ช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยคำนึงถึงประชาชนที่อยู่บริเวณปลายน้ำด้วย”
นายเฉลิมเกียรติ กล่าว

รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวอีกว่า ส่วนการส่งเสริมอาชีพให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีฯ ทางกรมชลฯ ได้รับงบประมาณจากรัฐบาล
โดยส่งเสริมการปลูกพืชหลายชนิดด้วยกัน เช่น มะม่วงหินมพานต์ ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงของวิสาหกิจชุมชนแปรรูปเม็ดมะม่วงหินมพานต์บ้านกิ่วเคียน (กิ่วเคี่ยน) การปลูก
กล้วยน้ำว้า โดยเฉพาะการแปรรูปกล้วยน้ำหว้าเป็นกล้วยอบ กล้วยตาก ของกลุ่มอาชีพวนเกษตรและการแปรรูปผลผลิตบ้านสีเสียด การแปรรูปข่าป่า (น้ำพริกข่าป่าฯ) การเพาะเห็ดนางฟ้า
การจัดทำไม้กวาดดอกตองกง การจักสานตะกร้าทางมะพร้าว การปลูกทุเรียน การปลูกผักและสมุนไพรต่างๆ

ส่วนการดูแลฟื้นฟูพื้นที่ป่าจากผลกระทบน้ำท่วม ขณะนี้ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ก็ได้ร่วมกันปลูกป่าทดแทน
ร่วมกับพี่น้องประชาชนบนเนื้อที่เกือบพันไร่ ซึ่งจะทำให้เกิดความชุ่มชื้น อุดมสมบูรณ์ในระยะต่อไป นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานท้องถิ่น รวมทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อ
ทำความเข้าใจกับชาวบ้านในการวางท่อส่งน้ำผ่านหมู่บ้าน เรือกสวนไร่นา และสร้างบ่อพักน้ำในชุมชน เพื่อสร้างความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน

แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือการสร้างเส้นทางสกายวอล์คให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ในจังหวัดอุตรดิตถ์ เพราะที่นี่อากาศดีมากๆ ทั้งยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีแหล่งน้ำสมบูรณ์ มีป่าไม้เขียวขจี
ร้านกาแฟ ร้านอาหาร ฯลฯ ซึ่งเราให้ความสำคัญกับเรื่องระบบนิเวศน์วิทยา การใช้น้ำในชุมชนที่สะอาด บริสุทธิ์ ขณะนี้น้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีมีอยู่ 2 ล้านลูกบาศ์กเมตร ขนาดความจุ 73
ลูกบาศ์กเมตร ซึ่งเราสามารถดึงน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์มาใช้ได้ตลอดทั้งปี ทำให้มั่นใจว่าการบริหารจัดการน้ำของกรมชลฯ ร่วมกับทุกภาคส่วนนั้นมีศักยภาพและทำงานกันอย่างจริงจัง อย่าง
ไรก็ตาม ผมเชื่อมั่นว่าถ้าโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี อันเนื่องมาจากพระราชดําริ จังหวัดอุตรดิตถ์ ดำเนินการแล้วเสร็จและเปิดใช้อย่างเป็นทางการ จะเกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ
สร้างรายได้ให้กับชุมชน และที่สำคัญความมั่นคงทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ชาวบ้านก็มีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น