“สอบเงินในบัญชีหายไปไหนหมด”กองปราบเชิญตัวพ่อแม่ปุ๊กสอบปากคำ

31

เมื่อวันที่ 26 พ.ค. ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. เปิดเผยความคืบหน้าคดีที่น.ส.นิษฐา วงวาล หรือแม่ปุ๊ก ที่ต้องสงสัยว่าได้วางยาลูกน้อย 2 คน เพื่อหลอกรับเงินบริจาคว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนกำลังเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินจากบัญชีรับโอนเงินทั้ง 5 บัญชี ที่เบื้องต้นพบว่าระหว่างปี 2561-2563 หรือตั้งแต่เปิดบัญชีมา มีเงินหมุนเวียนรวมกว่า 15 ล้านบาท

ซึ่งทั้งหมดเป็นยอดเงินที่มาจากการรับบริจาครักษาอาการป่วยของน้องอมยิ้มและน้องอิ่มบุญ กับเงินขายสินค้าต่างๆ แต่ในขณะที่ตำรวจอายัดบัญชี กลับมียอดคงเหลืออยู่ในบัญชีเพียงหลักร้อยบาทเท่านั้น จึงต้องตรวจสอบว่าเงินถูกยักย้ายถ่ายเทไปที่บัญชีใครบ้าง หรือถูกโอนเข้าบัญชีพ่อและแม่ของแม่ปุ๊กหรือไม่ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบเบื้องต้น ยังไม่พบว่า น.ส.นิษฐา มีพฤติกรรมติดการพนัน แต่เชื่อว่าอาจได้รับเด็กมาอุปการะ และใช้ความน่าสงสารในการหาประโยชน์ เพราะที่ผ่านมามีประวัติถูกจับกุมคดีฉ้อโกงทรัพย์ตั้งแต่ปี 2559 รวม 2-3 คดีแล้ว

พล.ต.ต.จิรภพ กล่าวต่อ ส่วนกรณีมีข่าวว่า น.ส.นิษฐา เคยเข้ารับการรักษาปัญหาสุขภาพจิต เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น ตำรวจยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดซึ่งกำลังตรวจสอบว่าจริงหรือไม่ แต่จากการสอบปากคำที่ผ่านมา ผู้ต้องหาก็ยังให้การเหมือนคนปกติ มีสติสัมปชัญญะ ไม่พบอาการคล้ายการป่วยทางจิต เชื่อว่าไม่น่าจะกระทบต่อรูปคดี ขณะที่ในส่วนของผลตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ต่างๆนั้นขณะนี้ทางกองปราบยังไม่ได้รับรายงาน ทราบเพียงว่าทางกองพิสูจน์หลักฐานกลางสำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังเร่งตรวจสอบ

ต่อมาเวลา 14.00 น. วันเดียวกันทางพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ป. ได้ทำการเชิญตัวพ่อของ น.ส.นิษฐา มาทำการสอบปากคำเพิ่มเติมยังกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เพื่อสักถามในประเด็นเกี่ยวกับการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ของบุคคลในครอบครัวช่วงระหว่างที่ น.ส.นิษฐา นำ ด.ญ.อมยิ้ม และ ด.ช.อิ่มบุญ มาเลี้ยงดูที่บ้านในช่วงระหว่างปี 2561-2563 รวมถึงวิธีการเลี้ยงดูเด็กของ น.ส.นิษฐา เพื่อคลายข้อสงสัยในประเด็นต่างๆ นอกจากนี้ทางพนักงานสอบสวนยังได้เชิญตัวน้องชายของ

น.ส.นิษฐา มาให้ปากคำประเด็นดังกล่าวด้วย โดยทราบว่าจะสะดวกเดินทางมาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจในช่วงเวลา 19.30 น. ของวันเดียวกัน รายงานข่าวแจ้งว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ต้องหาตั้งแต่ปี 2561-2563 ที่ได้เปิดใช้สำหรับรับโอนเงินค่าสินค้าและเงินบริจาค พบหลักฐานการถอนเงินสดสำหรับค่าใช้จ่ายและค่าบริการต่างๆ ในชีวิตประจำวันรวมกว่า 1 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินโอนเข้านับหมื่นรายการ และโอนออก 4,000-5,000 รายการ นอกจากนี้ยังมีสลิปการถอนเงินออกไปใช้เงินจำนวนมากรวมมูลค่าเงินในสลิปต่างๆราว 4 แสนบาท

ซึ่งหลังจากนี้จะมีการตรวจสอบให้แน่ชัดว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดนั้นสอดคล้องกับเงินค่ารักษาพยาบาลเด็กทั้ง 2 คนด้วยหรือไม่ เพราะพบว่าเงินสดบางส่วนที่ถูกถอนมาก็ได้นำไปใช้เป็นค่ารักษาจริง แต่ก็มีบางส่วนที่ชำระไปโดยไม่ใช้เงินสดด้วย อย่างไรก็ตามภายหลังที่เรื่องดังกล่าวปรากฏเป็นข่าวตามสื่อต่างๆ ก็ได้มีประชาชนจำนวนมากติดต่อเข้ามายังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขอเป็นพยานให้ข้อมูลเรื่องการโอนเงินดังกล่าว ซึ่งอาจมีการพิจารณาเป็นรายๆไป