กองปราบรวบหนุ่มหัวร้อนควงปืนปากกายิงคู่อริในงานประจำปี
กระสุนพลาดถูกแม่ค้าอาการสาหัส

10

12 พ.ค. กองบังคับการปราบปราม ภายใต้การอำนวยการและสั่งการของ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป., พ.ต.อ.ณัฐพงษ์ ปิตะบุตร รอง ผบก.ป., ว่าที่ พ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา ผกก.4 บก.ป., พ.ต.ท.ณัฐพงษ์ เกิดเอี่ยม, พ.ต.ท.มนูญ แก้วก่ำ, พ.ต.ท.เอกสิทธิ์ ปานสีทา และ พ.ต.ท.ธีรภาส ยั่งยืน รอง ผกก.4 บก.ป., พ.ต.ต.จักรี กันธิยะ สว.กก.4 บก.ป.

ได้ร่วมกันจับกุมตัว นายทวีป (สงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดตลิ่งชัน ที่ 321/2560 ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2560 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “พยายามฆ่า มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธปืนไปในชุมชนที่ได้จัดให้มีงานรื่นเริง งานมหรสพ หรืองานอื่นใด ในเมืองหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร”

โดยเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2559 นายทวีปฯ กับเพื่อนชายอีกประมาณ 3-5 คน ได้พากันดื่มสุราจนมึนเมาและไปเที่ยวงานรื่นเริงประจำปี ซึ่งจัดขึ้นที่บริเวณสถานีรถไฟบางบำหรุ แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กรุงเทพฯ และขณะที่นายทวีปฯกับเพื่อนเที่ยวงานดังกล่าวอยู่นั้น ปรากฏว่าได้พบกับนายเอ (นามสมมุติ) คู่อริกับเพื่อนอีกประมาณ 3-5 คน ซึ่งเคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อนหน้านี้

จากนั้นทวีปฯ กับเพื่อนได้พูดจาด่าทอนายเอฯกับพวก ทั้งยั่วยุให้เกิดอารมณ์โกรธ จนนายเอฯกับพวกทนไม่ไหวได้กรูเข้าไปชกต่อยกันกับนายทวีปฯกับเพื่อน จนเกิดความชุลมุนวุ่นวายขึ้น สร้างความตื่นตกใจให้กับพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนนายทวีปได้ชักเอาอาวุธปืนปากกา (ปืนไทยประดิษฐ์) ที่ตนแอบพกมาด้วยนั้นยิงเข้าไปในกลุ่มของนายเอฯ กับเพื่อน จำนวน 1 นัด แต่กระสุนปืนดังกล่าวดันพลาดไปถูกนางบี (นามสมมุติ) ซึ่งเป็นแม่ค้าขายอาหารอยู่บริเวณข้างๆ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนหลบหนีไป

ต่อมาเมื่อนางบี เริ่มอาการดีขึ้นแล้วได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจรถไฟธนบุรี พนักงานสอบสวนจึงได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับนายทวีปฯ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม ได้ทำการสืบสวนจนทราบว่านายทวีปฯได้หลบหนีคดีมาอยู่ที่ อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก และเข้าจับกุมตัวนายทวีปฯ ที่บริเวณ หมู่ 5 ต.ท่างาม อ.วัดโบสก์ จ.พิษณุโลก โดยภายหลังที่นายทวีปฯ ได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและไม่ขอให้การใดๆทั้งสิ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้นำตัวนายทวีปฯ ส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจรถไฟธนบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป