เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเผยสถิติคดีผู้กระทำผิดฝ่าฝืนพ.ร.ก. ฉุกเฉินในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 พรัอมบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด แต่ไม่ละเลยสิทธและเสรีภาพของจำเลย

30

วันที่10 เมษายน 2563 ที่สำนักงานศาลยุติธรรม ถ.รัชดาฯ เขตจตุจักร กทม.นายสราวธุ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงาน ศาลยุติธรรม เปิดเผยข้อมูลสถิติคดีความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการพ.ศ. 2542 ที่เข้าสู้การพจิารณาของศาลชั้นต้นทั่วประเทศ ซึ่งศูนย์ข้อมูลคดีสำนักแผนงานและงบประมาณ สำนักงานศาลยุติธรรม ได้รวบรวมสถิติคดีดังกล่าวภายหลังรัฐบาลประกาศเคอร์ฟิว ห้ามบุคคลใดออกนอกเคหะสถานระหว่างเวลา 22.00 น. ถึงเวลา 04.00 น. โดยไม่มีความจำเป็น ตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2563 ที่ผ่านมา เพื่อลดการสัญจรของพี่น้องประชาชนและเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือโควิด-19 โดยพบว่าในวันที่ 9เมษายน 2563 มีสถิติคดีผู้กระทำความผิดดังนี้

กลุ่มศาลอาญา ศาลจังหวัด และศาลแขวง

  1. จำนวนคดที่ขึ้นสู้การพิจารณา ทั้งหมด 1,213 คดี
  2. จำนวนคดีที่พิพากษาแล้วเสร็จ ทั้งหมด 1,113 คดี (คิดเป็นร้อยละ 91.76)
  3. ข้อหาที่มีการกระทำความผิด
    3.1) พระราชกำหนดการบริหารราชการใสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548
    จำนวน 1,312 คน (สัญชาติไทย 1,245 คน /สัญชาติอื่น 67 คน)
    3.2) พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558
    จำนวน 27 คน (สัญชาติไทย 22 คน / สัญชาติอื่น5คน)
  4. จังหวัดที่มีผู้กระทำความผิดสูงสุด 3 อันดับ ในแต่ละข้อหา
    4.1) พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548
    อันดับ 1 จังหวัด กรุงเทพมหานคร จำนวน 111คน อันดับ 2 จังหวัด นนทบุรี จำนวน 87 คน
    อันดับ 3 จังหวัด นครราชสีมา จำนวน 65 คน
    4.2) พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558
    อันดับ 1 จังหวัด ชลบุรี จำนวน 16 คน
    อันดับ 2 จังหวัด สมุทรสาคร จำนวน 5 คน
    อันดับ 3 จังหวัด สระแก้ว จำนวน 2 คน
    กลุ่มศาลเยาวชนและครอบครัว
  5. จำนวนคำร้องที่ขอตรวจสอบการจับ รวมทั้งสิ้น76 คำร้อง
  6. ข้อหาที่เข้าสู่การตรวจสอบจับกุม ได้แก่ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 จ านวน 80 คน
    (สัญชาติไทย 75 คน / สัญชาติอื่น5 คน)
  7. ผลการตรวจสอบการจับชอบด้วยกฎหมาย จำนวน 80 คน
    ในส่วนของภาพรวมสถิติคดีสะสมภายหลังประกาศเคอร์ฟิว 7 วัน (3 – 9 เมษายน 2563) มีดังนี้
    กลุ่มศาลอาญา ศาลจังหวัด และศาลแขวง
  8. จำนวนคดที่ขึ้นสู้การพิจารณา ทั้งหมด 5,071 คดี
  9. จำนวนนคดีที่พิพากษาแล้วเสร็จ ทั้งหมด 4,830 คดี (คิดเป็นร้อยละ 95.19)
  10. ข้อหาที่มีการกระทำความผิด
    3.1) พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 จำนวน 5,504 คน (สัญชาติไทย 5,197 คน / สัญชาติอื่น 307 คน)
    3.2) พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558
    จำนวน 40 คน (สัญชาติไทย 35คนน / สัญชาติอื่น5คน)
    3.3) พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 จำนวน 1 คน (สัญชาติไทย 1 คน /สัญชาติอื่น -คน)
  11. จังหวัดที่มีผู้กระทำความผิด สูงสุด 3 อันดับในแต่ละข้อหา
    4.1) พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548
    อันดับ 1 จังหวัด กรุงเทพมหานคร จำนวน 334คน
    อันดับ 2 จังหวัด ปทุมธานี จำนวน 303 คน
    อันดับ 3 จังหวัด ภูเก็ต จำนวน 255 คน
    4.2) พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558
    อันดับ 1 จังหวัด ชลบุรี จำนวน 19 คน
    อันดับ 2 จังหวัด สมุทรสาคร จำนวน 11 คน
    อันดับ 3 จังหวัด บุรีรัมย์ จำนวน 3 คน
    4.3) พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินคา้ และบริการ พ.ศ.2542
    อันดับ 1 จังหวัด นราธิวาส จำนวน 1 คน
    อันดับ 2 – ไม่มี –
    อันดับ 3 – ไม่มี –
    2.1) พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548
    จำนวน 326 คน (สัญชาติไทย 315 คน / สัญชาติอื่น11 คน)
    2.2) พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558
    จำนวน 3 คน (สัญชาติไทย3 คน /สัญชาติอื่น -คน)
  12. ผลการตรวจสอบการจับ จำนวน 331 คน
    3.1) ชอบด้วยกฎหมาย จำนวน 329 คน
    3.2) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำนวน 2 คน
    เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมกล่าวว่า ในการใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยผู้ฝ่าฝืน พรก. ฉุกเฉินนั้น แม้ว่าศาลจะคำนึงถึงสถานการณ์ความปลอดภัยสาธารณะในช่วงนี้ แต่ก็ไม่ละเลยสิทธิและเสรีภาพของจำเลย ศาลจะบังคับใช้กฏหมายอย่างถึงที่สุดหรืออาจจะกักขังในเคหะสถานโดยติดกำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์(EM) เพื่อกำกับและติดตามความประพฤติตามคำสั่งศาล ซึ่งที่ผ่านมาส่วนควบคุมการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทางของบุคคลผู้ได้รับการปล่อยชั่วคราวโดยศาล หรือ”ศูนย์EM” ได้มีการจัดเวร
    ผู้ปฏิบัติงานในศูนย์ช่วงเวลากลางคืนทำการตรวจสอบผู้สวมใส่กำไลข้อเท้าอีเล็กทรอนิกส์(EM) และได้ตรวจสอบพบว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 5
    – 9 เมษายน 2563 เวลา 22.00 – 4.00 น. มีผู้สวมใส่กำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์(EM) ใช้ความเร็วในการเคลื่อนไหวเกิน40 กิโลเมตร/ชั่วโมง จำนวนทั้งสิ้น 143 คน ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของศาล ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงอยากย้ำเตือนให้พี่น้องประชาชนเคารพกฎหมายอย่าง
    เข้มงวด โดยเฉพาะช่วงที่มีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และในสถานการณ์แพร่ระบาดของเชอื้ ไวรัสโควดิ -19 ซงึ่ ทุกคนต้องร่วมมือกันในการช่วยลดเชื้อเพื่อหยุดโรค.