นักวิจัยเปิดผล การส่องดูร่างข้อเสนอการปลดล็อกดาวน์ของอังกฤษ กรณีการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19

12

ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยผลการศึกษาว่า การควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ประกอบด้วยหลายระยะ โดยในระยะแรกจะเป็นการป้องกันไม่ให้มีผู้ติดเชื้อโดยเฉพาะจากภายนอกประเทศให้นานที่สุด (Control Phase) และเมื่อเริ่มมีการติดเชื้อในประเทศแล้วก็ต้องควบคุมและสอบสวนโรคในผู้สัมผัสเชื้อเพื่อตัดวงจรการระบาด (Delay Phase) ระยะต่อมาเมื่อมีการแพร่ของเชื้อในชุมชนในวงกว้างขึ้น ก็จะต้องชะลอไม่ให้มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากในช่วงเวลาเดียวกันเพื่อให้ระบบการแพทย์และโรงพยาบาลมีเพียงพอที่จะดูแลผู้ป่วยได้ (Mitigation Phase)

เหตุการณ์การระบาดในอู่ฮั่นซึ่งได้เกิดความสูญเสียอย่างมากนั้น ในปัจจุบันนี้สามารถควบคุมได้และทางการจีนได้เริ่มเปิดเมืองในสัปดาห์นี้หลังจากที่ปิดสนิทมาสองเดือนกว่า เป็นการสิ้นสุดการล็อกดาวน์นานถึง 76 วัน แต่หลายประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกายังเผชิญกับเหตุการณ์เลวร้ายอยู่ ต้องปิดประเทศ ปิดเมือง คล้ายกับเหตุการณ์ที่จีน มาตรการล็อกดาวน์ที่นำมาใช้นี้ได้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม ทำให้คนว่างงานและเสียรายได้ ระบบเศรษฐกิจของโลกและของประเทศถดถอยอย่างรุนแรงในทุกภูมิภาค ยิ่งต้องดำเนินการล็อกดาวน์เป็นเวลานานก็จะเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมรุนแรงขึ้นแต่ถ้าผ่อนคลายมาตรการเร็วเกินไปก็จะเกิดการกลับมาระบาดระลอกใหม่หรือมีความสูญเสียยาวนาน อย่างไรก็ตามนักวิจัยส่วนหนึ่งก็เริ่มเตรียมการวางแผนหาทางออกจากสถานการณ์นี้แล้ว

สำหรับประเทศอังกฤษ ศาสตราจารย์นายแพทย์ Karol Sikora อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยโรคมะเร็งที่เคมบริดจ์ อดีตผู้บริหารขององค์การอนามัยโลกและที่ปรึกษาของรัฐบาลอังกฤษ ให้ความเห็นว่า ถึงแม้ในขณะนี้อังกฤษกำลังเผชิญกับการระบาดของโรคโควิด-19 อย่างหนัก มีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจำนวนมาก รัฐบาลได้ใช้มาตรการล็อกดาวน์และเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมากนั้น แต่ในที่สุดแล้วก็จำเป็นต้องวางแผนที่จะกลับมาสู่สภาวะที่เศรษฐกิจและสังคมจะต้องดำเนินต่อไป

อังกฤษและสหราชอาณาจักร ได้ใช้มาตรการล็อกดาวน์ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2563 ซึ่งได้ดูแลอย่างเข้มงวดมาก แต่จำนวนผู้ติดเชื้อยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องใช้เวลา 2-4 สัปดาห์กว่าที่มาตรการนี้จะเริ่มเห็นผล โดยรัฐบาลได้กำหนดว่าจะประเมินผลการดำเนินงาน 3 สัปดาห์หลังที่เริ่มใช้มาตรการเข้มงวด ทั้งนี้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่ใช้คำนวณการระบาดได้บ่งว่า จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ในอังกฤษจะเริ่มคงที่และช้าลง โดยโรงพยาบาลต่างๆจะรับภาระหนักมากในช่วง 7-10 วันข้างหน้า จากนั้นจะเริ่มทรงตัวและลดความรุนแรงลง นักวิชาการส่วนใหญ่ประเมินว่าคงจะต้องใช้มาตรการเข้มงวดนี้ต่อไปอย่างน้อยถึงเดือนพฤษภาคม โดยการผ่อนคลายมาตรการต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ละขั้นอาจต้องติดตามนาน 2-3 สัปดาห์จึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลง แล้วจึงผ่อนคลายมาตรการขั้นต่อไปเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ Karol Sikora ได้เสนอแผนการ 4 ขั้นในการทะยอยปลดสภาพล็อกดาวน์ โดยเสนอช่วงเวลา ดังนี้

-27 เมษายน เริ่มเปิดร้านค้าขนาดเล็ก และกิจการขนาดเล็กที่มีพนักงานน้อยกว่า 50 คน ให้คนหนุ่มสาวเริ่มออกจากบ้าน แต่ต้องดูแลผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงอย่างเข้มงวดมากอย่างน้อยจนถึงเดือนมิถุนายน
-4 พฤษภาคม เริ่มเปิดโรงเรียน ให้เด็กนักเรียนกลับมาเรียนหนังสือ
-18 พฤษภาคม เปิดกิจการและธุรกิจส่วนที่เหลือ เปิดร้านอาหาร ผับ ระบบขนส่งมวลชน เปิดมหาวิทยาลัย
-1 มิถุนายน เปิดสนามบินและให้มีการเดินทางระหว่างประเทศ กลับสู่สภาพปกติ

โดยเสนอว่าต้องติดตามและประเมินผลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา รวมทั้งเร่งตรวจหาการติดเชื้อและตรวจทางภูมิคุ้มกันให้ทราบว่าใครติดเชื้อบ้างและใครมีภูมิคุ้มกันแล้ว

ทั้งนี้นักวิชาการจำนวนมาก ให้ความเห็นว่าขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะกำหนดเวลาในการทะยอยผ่อนคลายมาตรการต่างๆ เหล่านี้ลง รวมทั้งร่างกำหนดเวลาการผ่อนคลายมาตรการตามที่เสนอนี้อาจจะเร็วเกินไปซึ่งจะทำให้เกิดการระบาดระลอกใหม่ได้

คงต้องรอดูต่อไปว่าแผนและกำหนดการนี้จะเป็นจริงหรือไม่