“สึกพระร่วมปลุกเสกกุมารทอง ตุ๊กตาลูกเทพ สำนักอาจารย์แจ๊ว เหนือดวง”

25

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. พล.ต.ท.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบช.ก., สั่งการให้ พล.ต.ต.ชัช สุกแก้วณรงค์ ผบก.ทล. และ พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบก.ทล. พ.ต.ท.รัชภูมิ กุสุมาลย์ สวญ.ส.ทล.2 กก.8 บก.ทล., พ.ต.ต.อภิชน ขันกา สว.ส.ทล.2 กก.1 บก.ทล, พ.ต.ต.นโรตน์ ยุวบูรณ์ สว.ส.ทล.1 กก.3 บก.ทล. นำกำลังเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีสำนักข่าวแห่งหนึ่งนำเสนอข่าว ซึ่งมีภาพวิดีโอ พร้อมเนื้อหา ระบุว่า สำนักอาจารย์แจ๊ว เหนือดวง ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 188/3 หมู่ 1 ต.คูขวาง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี

จัดพิธีวัตถุมงคลหลากหลายชนิดได้แก่ ตุ๊กตาลูกเทพ กุมารทองเรียกทรัพย์ กุมารพรายเศรษฐี กุมารพรายเรียกทรัพย์ ล๊อกเก๊ตเศรษฐีหน้าทอง เทพราตรี เทพจำแลงภมร และตะกรุดเหนือดวงหรือตะกรุดพระพุทธเจ้าเหนือดวง พร้อมอวดอ้าง สรรพคุณว่า ผู้ที่บูชาตะกรุดนี้จะเป็นคนเหนือ เป็นคนมีเสน่ห์เมตตามหานิยม เจริญลาภ ยศสรรเสริญ และมีชื่อเสียงหอมขจรขจาย ทำมาค้าขึ้น ไม่มีวันจน ประสบความสำเร็จทุกด้านชีวิตครอบครัวมีความสุขตลอดไป ใครคิดร้ายต่อผู้สักรายนี้เพียงแค่คิดชีวิตของเขาก็จะแย่ลงตกต่ำลง หรือคิดจะแข่งขันไม่มีวันจะชนะได้ ผู้บูชาต้องหมั่นทำบุญ รักษาศีล สวดมนต์ไหว้พระ มีความกตัญญูรู้คุณแล้วชีวิตจะมีแต่ความเจริญ จากดวงที่ตกถึงขั้นวิกฤติก็จะกลับมาร้ายกลายเป็นดีได้ โดยพิธีดังกล่าวมีพระเกจิและอาจารย์สายพระเวทชื่อดัง ร่วมพิธี

ชุดสืบสวนจึงประสานข้อมูลเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงก็พบว่าเป็นไปตามที่เสนอข่าว อีกทั้งพบว่าพิธีดังกล่าวมี หลวงตาแม็ก วัดป่าภูยา จ.หนองบัวลำภู และ พระอาจารย์ละ วัดสร้อยสุวรรณ จ.กำแพงเพชร ซึ่งเป็นการกระทำผิดวินัยสงฆ์ ก่อนเดินทางไปตรวจสอบที่วัดป่า พิกุลทอง จ.หนองบัวลำภู ก็พบหลวงตาแม็ก หรือนายจำเริญ แสงดี อายุ 56 ปี เจ้าอาวาสวัดป่าภูยา อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู อยู่ที่วัดดังกล่าว นอกจากนี้ได้เดินทางไปที่วัดบ่อสามแสน ต.หนองปลิง อ.เมือง จ.กำแพงเพชร ก็พบพระอาจารย์ละ หรือ นายวีระภัทร มาทำมา อายุ 41 ปี เจ้าอาวาสวัดสร้อยสุวรรณ ต.นาบ่อคำ อ.เมือง จ.กำแพงเพชร และเป็นเจ้าคณะตำบลนาบ่อดิน เขต 2

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่าการกระทำดังกล่าว เข้าข่ายความผิดตามประกาศของทางมหาเถรสมาคม เรื่องห้ามภิกษุ สามเณร เรียกเงินค่าเวทมนตร์ และห้ามทดลองของขลัง พ.ศ.2495 โดยประกาศดังกล่าวระบุว่า “ด้วยปรากฏว่า มีภิกษุบางรูปเห็นแก่อามิสมุ่งลาภสักการะ ตั้งตนเป็นอาจารย์ปลุกเสกลงเลขยันต์ที่ศีรษะบ้าง หน้าผากบ้าง สอนเวทมนตร์เพื่อแคล้วคลาดศัตราวุธบ้าง โดยเรียกเงินจากผู้มาขอให้ปลุกเสกบ้าง เป็นการผิดสมณวิสัยจัดเข้าในอาชีววิบัติมีโทษทางพระวินัย เสื่อมความเชื่อ ความเลื่อมใสของพระพุทธศาสนิกชน ไม่ใช่ข้อปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา ตรงข้ามกลับเป็นที่ตำหนิของสาธุชน เพราะไม่ทนต่อการพิสูจน์ เป็นช่องทางให้พาลชนช่วยโฆษณาชวนให้คนหลงเชื่อ เพื่อทำทุจริตโดยแอบอ้างยึดเอาเป็นอาชีพอันมิชอบ เป็นความเสื่อมเสียแก่คณะสงฆ์และพระศาสนา”นอกจากนี้ยังมีประกาศห้ามไม่ให้ภิกษุเป็นหมอเสน่ห์ยาแฝดอาถรรพณ์ ของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า พ.ศ.2476 ระบุว่า “ถ้าภิกษุรูปใดประพฤติล่วงละเมิดเมื่อพิจารณาได้ความจริง ให้เจ้าอาวาสหรือเจ้าคณะในท้องที่ที่เกิดอธิกรณ์ลงโทษให้สึกเสีย แล้วรายงานตามลำดับ จึงได้ทำการสึกพระทั้งสองรูปทันที

ทั้งนี้ประชาสัมพันธ์ฝากเตือนไปยังสำนักต่างๆที่ทำการปลุกเสกเครื่องราง ของขลัง อวดอ้างไสยศาสตร์มนต์ดำ โฆษณาสรรพคุณเกินจริง สร้างความเชื่อที่ไม่ถูกต้องให้กับประชาชน อันเข้าข่ายเป็นการหลอกลวงประชาชน หรือนิมนต์พระสงฆ์มาเข้าร่วมพิธีกรรม เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของเครื่องรางของขลังนั้น เพื่อให้จำหน่ายได้มากขึ้น ซึ่งพระสงฆ์ที่ได้กระทำดังกล่าวถือว่าผิดวินัยสงฆ์มีบทลงโทษให้สึกจากการเป็นพระ ขอให้เลิกพฤติกรรมดังกล่าว และขอให้ประชาชนอย่าได้หลงเชื่อซื้อมาบูชา เนื่องจากอาจจะถูกหลอกลวงและได้รับความเสียหายตามมาได้