“บิ๊กตู่” แบกภาระหนักอึ้ง! : ภากร ยังแจ่ม

7

สร้าง “แรงสั่นสะเทือน” ในประเทศพอสมควร หลังคนร้ายลอบวางระเบิดหลายจุดกลางเมืองหลวง ไม่ว่าจะเป็นบริเวณสถานีบีทีเอสช่องนนทรี, ซอยพระรามเก้า 57/1, ป้ายสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ศรีสมาน ดอนเมือง และศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม

ตลอดจนการวางวัตถุต้องสงสัยบริเวณหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จะไปเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพื่อมอบนโยบาย 1 วัน

เหตุการณ์ระเบิดดังกล่าว เกิดขึ้นหลังรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ 2/1 แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นเมื่อช่วงปลายเดือนก.ค.เพื่อเริ่มทำงานอย่างเป็นทางการ นับว่าเป็นระเบิดที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนในประเทศเป็นอย่างมากในรอบหลายปี

ก่อนหน้านี้เหตุรุนแรงในเมืองหลวงลักษณะนี้ ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่เหตุ “ไปป์บอมบ์” สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558, เหตุลอบวางระเบิดแยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558 จนมีผู้เสียชีวิตหลายราย

เหตุระเบิดครั้งนี้ เป็น “ระเบิดลูกแรก” ในเมืองหลวงของประเทศ นับตั้งแต่ไม่มีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และอำนาจพิเศษอย่างมาตรา 44 และยังเป็น “ระเบิดลูกแรก” หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ รับหน้าที่กำกับดูแลความมั่นคงทั้งหมด ทั้งกองทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ในฐานะนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม

ในขณะที่การควานหาตัวคนร้ายยังดำเนินอยู่ ในโลกโซเชียลมีเดีย มีการตั้งข้อสงสัยกันนานัปการ ไม่ว่าจะเป็นฝีมือฝ่ายตรงข้าม ผู้ก่อความไม่ สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนการลงมือเอง

แต่ไม่ว่าสุดท้ายจะเป็นฝีมือใคร ที่แน่ๆ ระเบิดแบบดาวกระจายกลางเมืองหลวงครั้งนี้ ส่งผล กระทบต่อ ความเชื่อมั่นประชาชน และนักลงทุน

หากไม่สามารถจับกุมตัวคนร้าย และทราบถึงมูลเหตุ ความลังเลใจและไม่มั่นใจจะเกิดขึ้นต่อประชาชนและนักลงทุน เป็นเหตุให้เกิดการชะลอการลงทุนและการบริโภค ซึ่งส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ที่ในขณะนี้มีปัญหาการชะลอตัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ขณะที่ภาพรวมของประเทศเองก็ไม่สู้ดีนัก กำลังเผชิญอย่างหนักกับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ตลอดจน “ภัยแล้ง” ที่กำลัง คุกคามหลายพื้นที่ในประเทศ
เป็นอีกภารกิจที่ท้าทาย “พล.อ. ประยุทธ์” อย่างมาก เพราะทุกเรื่องเกี่ยวกับตัวเองโดยไม่ตรง ไม่ใช่เพราะเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างเดียว

แต่อีกบริบท พล.อ.ประยุทธ์ยังนั่งเก้าอี้ “รมว.กลาโหม” ที่กุมสภาพทั้งทหารและตำรวจแบบเบ็ดเสร็จ แทนที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ดูแลในรัฐบาลก่อน

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังนั่งเก้าอี้ “ประธาน ครม.เศรษฐกิจ” ที่เป็นหัวหน้าทีมดูแลปากท้องประชาชน ในขณะที่ต้องรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ

แต่ขณะเดียว กัน ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ก็ต้อง หาทางทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี

“ครม.เศรษฐกิจ” อาจเป็น “ระเบิดเวลา” ที่จะทำลาย รัฐบาลพลเอกประยุทธ์เสียเอง เพราะอย่าลืมว่าวันนี้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์เป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค ที่กระทรวงเศรษฐกิจกระจัดกระจายไปอยู่กับพรรคร่วม ไม่เหมือนกับเมื่อครั้งเป็นรัฐบาลทหารที่มี “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี ดูแลเบ็ดเสร็จเหมือนแบบแต่ก่อน

ครั้นพลเอกประยุทธ์จะแต่งตั้ง “ดร.สมคิด” เป็นหัวหน้าทีม ก็จะเกิดปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะรัฐมนตรีทางด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ไม่สามารถเรียกได้เต็มปากเต็มคำว่า “ทีมเศรษฐกิจ” เพราะว่ามาจากคนละฝั่งละฝา ต่างจากรัฐบาลชุดก่อน

แม้แต่ “ดร.สมคิด” เองก็ยังไม่กล้าเรียกตัวเองเลยว่า เป็น “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ” เพราะกระทรวงปากท้อง ซึ่งควรอยู่ในความรับผิดชอบของพรรคพลังประชารัฐนั้น ตอนนี้เหลือแค่กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน แค่นั้นเอง

ส่วนกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงคมนาคม ไปอยู่ในมือพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทยโดยเฉพาะ กระทรวงพาณิชย์ ที่อยู่ในการดูแลของ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” รองนายกรัฐมนตรี ที่ถ่างขามาควบ รมว.พาณิชย์อีกตำแหน่ง ก็คงไม่ปล่อยให้กระทรวงนี้ไปอยู่ภายใต้รองนายกรัฐมนตรี ที่ชื่อ “สมคิด” ซึ่งมีศักดิ์เท่ากัน

เช่นเดียวกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่อย่างไรพรรคประชาธิ-ปัตย์ก็ต้องให้ไปอยู่ในการกำกับดูแลของรองนายกรัฐมนตรีชื่อ “จุรินทร์” ไม่ใช่คนต่างพรรคอย่าง “สมคิด” พอๆ กับ กระทรวงคมนาคม ที่แม้เจ้ากระ-ทรวงจะไม่ได้เป็นรองนายกรัฐมนตรี

แต่ “สมคิด” เองก็คงจะดึงไปลำบาก เพราะยังมี “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีลงไปกำกับดูแลในฐานะกระทรวงโควตาพรรค รวมไปถึงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่ “เสี่ยหนู” เอาไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลในฐานะรองนายกฯ ที่คงไม่ยอมให้ใครลงไปล้วงลูกแน่

ในตอนนี้ สำหรับ “ดร.สมคิด” แทบไม่เหลืออะไร หากจะเรียกว่า หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ก็คงเป็นกระทรวงที่พรรคพลังประชารัฐรับผิดชอบเท่านั้น ครั้นจะไปเรียกประชุมทีมเศรษฐกิจก็ลำบาก เพราะกับทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย แม้พูดคุยกันได้ แต่ไม่ได้มีทัศนคติที่ดีกับ “ดร.สมคิด” ไปทุกเรื่อง มิหนำซ้ำ ยังมีแผลในใจ มาตั้งแต่การจัดสรรโควตารัฐมนตรีให้กับบรรดาพรรคร่วมรัฐบาล ที่พยายามวิ่งเต้นดึงกระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรฯกลับมาอยู่ในโควตาพรรคพลังประชารัฐให้ได้ ถึงขนาดขอแลกกับกระทรวงพลังงาน แต่อีกฝั่งบอกปัดอย่างไม่แยแส

ดังนั้น จึงต้องพึ่ง “บิ๊กตู่-พล.อ. ประยุทธ์” เข้ามากระชับอำนาจ เพื่อถ่วงดุล โดยมี “รองฯสมคิด” ที่เปลี่ยนบทบาทไปเป็น “พรายกระซิบ” แทน
ภาระบนตัก “บิ๊กตู่” ตอนนี้มันจึงหนักอึ้ง เรียกว่า รับทุกอย่างเอาไว้ ทั้งแทน “บิ๊กป้อม” และ “สมคิด”…อยู่ที่ว่าพล.อ.ประยุทธ์จะทนแบกไปได้นานแค่ไหน…
ผลงานรัฐบาลจะเป็น คำตอบ..!!