ตม.6 แถลง 3 คดี รวบเขมร ปลอมบัตรประชาชนแฝงตัวเป็นคนไทยอาศัยภูเก็ต นานกว่า 13 ปี,รวบคนไทยลักลอบขนคนเมียนมาหลบหนีเข้าเมือง และจับขบวนการพาเมียนมาไปประเทศที่สาม โดยใช้ Passport Imposter และปลอมตราประทับ รวม 6 ราย

25

วันที่ 24 ม.ค.63 เวลา 10.30 น.ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู) สาธร กทม. : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พีรวัส บุญลอย ผบก.ตม.6 และ พ.ต.อ.อรุษ แสงจันทร์ รอง ผบก.ตม.6 ร่วมแถลงข่าวจับกุมคดีคนต่างชาติกระทำความผิดรายสำคัญและคดีที่น่าสนใจ ดังนี้

1.ตม.ภูเก็ต รวบกัมพูชา ปลอมบัตรประชาชนแฝงตัวเป็นคนไทยอาศัยภูเก็ตนานกว่า 13 ปี ซึ่งคดีนี้ เจ้าหน้าที่ ตม.จ.ภูเก็ต ได้รับแจ้งจากสายลับว่า มีชายคนหนึ่ง ใช้บัตรประชาชนชื่อ นายสมบูรณ์ฯ ซึ่งเป็นบัตรประชาชนปลอม น่าเชื่อว่าแฝงตัวหลบหนีการจับกุมจากเจ้าหน้าที่โดยไม่ทราบชื่อสกุลจริง และอาศัยอยู่ในพื้นที่ ต.เชิงทะเล อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบข้อมูลพบว่า นายสมบูรณ์ฯ ตัวจริงนั้น ได้ถึงแก่ความตายแล้ว จึงได้ออกสืบสวนติดตามตัวนายสมบูรณ์ฯ ตัวปลอมดังกล่าว

โดยเจ้าหน้าที่ได้สืบสวนทราบข้อมูลว่าชายคนดังกล่าว ชาวบ้านละแวกนั้นเรียกว่า “อาจารย์” เนื่องจากเคยบวชเป็นพระที่วัดแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอถลางมาก่อนตั้งแต่ ปี พ.ศ.2533 ถึง 2549 จึงได้สึกจากสมณเพศ จากนั้นได้รับจ้างทำงานอยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ณ หาดกะหลิม อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต และพักอาศัยอยู่ที่อาคารพักอาศัย ใกล้วัดบางเทา อ.ถลาง จ.ภูเก็ต จึงได้ออกไปตรวจสอบ ซึ่งเมื่อไปถึงได้พบชายคนดังกล่าวมีตำหนิรูปพรรณตามที่สายลับแจ้ง เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าไปแสดงตนและขอตรวจสอบบัตรประชาชน ชายคนดังกล่าวซึ่งพูดไทยชัดเจนได้แจ้งว่าตนชื่อนายสมบูรณ์ฯ ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์ และ แสดงบัตรประชาชนปลอมดังกล่าวต่อเจ้าหน้าที่ เมื่อเจ้าหน้าที่แจ้งว่าบัตรประชาชนที่แสดงนี้เป็นบัตรประชาชนปลอม ชายคนดังกล่าวจึงรับสารภาพว่าตนชื่อนายกิ๊ม อายุ 49 ปี สัญชาติกัมพูชา และรับสารภาพว่าตนเป็นคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองและบัตรประชาชนดังกล่าวเป็นบัตรประชาชนปลอม

นอกจากนี้ยังให้การว่า เดิมตนเป็นพระกัมพูชา หลบหนีเข้ามาในประเทศไทยและได้บวชและอาศัยอยู่ในวัดแห่งหนึ่งที่อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ตั้งแต่ปี พ.ศ.2533 กระทั่งสึกจากสมณเพศปี พ.ศ.2549 จากนั้นได้ติดต่อให้เพื่อนชาวกัมพูชาทำบัตรประชาชนไทยปลอมโดยการส่งรูปไปให้เพื่อนของตนทำบัตรประชาชนปลอมให้ เจตนาเพื่อให้ตนอาศัยอยู่ในประเทศไทย และตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 เป็นต้นมานั้นตนใช้ชื่อว่า นายสมบูรณ์ฯ กระทั่ง เมื่อปี พ.ศ.2556 บัตรประชาชนปลอมใบแรกของตนหมดอายุ ก็ได้ส่งรูปถ่ายตนให้เพื่อนคนดังกล่าวอีกครั้ง และได้บัตรประชาชนชื่อนายสมบูรณ์ฯ ใบที่สอง (ของกลางในคดีนี้) มาติดตัวไว้ใช้เรื่อยมากระทั่งถูกจับกุม โดยค่าทำบัตรประชาชนปลอม ราคา 15,000 บาท โดยตนไม่รู้จักกับ นายสมบูรณ์ฯ ตัวจริงแต่อย่างใด

ตม.จ.ภูเก็ต จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า “เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้ รับอนุญาต,ปลอมบัตรประจำตัวประชาชน และ ใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอม,ปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม” นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เชิงทะเล จ.ภูเก็ต ดำเนินคดีตามกฎหมาย ภายหลังเจ้าหน้าที่ได้นำบัตรประชาชนของกลางนั้นตรวจสอบพบว่าชิปของบัตรแสดงชื่อของ นายเอกพงศ์ฯ ซึ่งไม่ตรงกับข้อมูลหน้าบัตรที่ปรากฏชื่อของ นายสมบูรณ์ฯ บนหน้าบัตรแต่อย่างใด ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้ทำการขยายผลหาแหล่งผลิตบัตรประชาชนปลอมและเครือข่ายทำปลอมบัตรประชาชนต่อไป

2.ตม.นราธิวาส รวบคนไทยลักลอบชนคนเมียนมาหลบหนีเข้าเมือง เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จ.นราธิวาส ได้รับแจ้งจากสายลับว่า มีคนไทยลักลอบขนแรงงานต่างด้าว ผ่านเส้นทาง อ.ตากใบ มุ่งหน้าสู่นราธิวาส โดยใช้รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า สีดำ ป้ายทะเบียนปัตตานี (จำหมายเลขทะเบียนไม่ได้) จนท.ชุดจับกุมจึงได้วางแผน และตั้งด่านสกัดบริเวณจุดตรวจโคกมะเฟือง ต.ศาลาใหม่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ฝั่งเส้นทาง อ.ตากใบ มุ่งหน้าสู่นราธิวาส ต่อมาชุดสืบสวนฯ พบรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้าสีดำ ป้ายทะเบียน จ.ปัตตานี คันที่รับแจ้งขับมาถึงบริเวณจุดตรวจ จนท.จึงได้แสดงตัวขอตรวจค้น พบนายอับดุลรอแม อายุ 53 ปี สัญชาติไทย แสดงตัวเป็นผู้ขับขี่ ตรวจสอบภายในรถพบบุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมา จำนวน 3 คนนั่งบริเวณเบาะหลังคนขับ จนท.ได้เรียกบุคคลต่างด้าวทั้ง 3 คน ลงจากรถแล้วขอตรวจสอบหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง ปรากฏว่าบุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมาทั้ง 3 คน ไม่มีหนังสือเดินทางแต่อย่างใด ทราบชื่อภายหลังว่าชื่อ MR.MYINT (เมียด) อายุ 42 ปี, MR.MG (เมาะ) อายุ 20 ปี, MR.TUN (โทน) อายุ 26 ปี ทั้งหมดสัญชาติเมียนมา เจ้าหน้าที่ชุดทำการจับกุมจึงแจ้ง นายอับดุลรอแม ให้ทราบว่าได้กระทำความผิดฐาน “นำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร หรือกระทำการด้วยประการใดๆ อันเป็นการอุปการะหรือช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวให้เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย, รู้ว่าคนต่างด้าวคนใดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย ซ่อนเร้นหรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม” และแจ้งบุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมาทั้ง 3 คน ให้ทราบว่า “เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร โดยไม่ยื่นรายการตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวงและไม่ผ่านการตรวจอนุญาตของพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองประจำเส้นทางนั้น, เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” ผู้ถูกจับกุมทั้ง 4 คน ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

จากการสอบถามนายอับดุลรอแม ให้การรับสารภาพว่า ตนได้รับโทรศัพท์จากนายนิง สัญชาติมาเลเซีย ซึ่งเป็นคนขับเรือหางยาวโดยสารข้ามฟากอยู่ที่ท่าเรือตาบา ให้ตนมารับคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ซึ่งไม่มีหนังสือเดินทาง ที่ท่าเรือตาบา แล้วให้ไปส่งที่สะพานปลาจังหวัดปัตตานี ได้ค่าจ้างในการขนส่ง คนละ 500 บาท รวม 3 คน เท่ากับ 1,500 บาท โดยตนเคยรับจ้างขนคนลักษณะดังกล่าวมาแล้วหลายครั้ง และสอบถามผู้ต้องหาที่ 2-4 ซึ่งเป็นคนต่างด้าว รับว่าก่อนเกิดเหตุพวกตนประกอบอาชีพประมงในประเทศมาเลเซีย ต่อมาต้องการจะเดินทางไปหาเถ้าแก่เรือที่สะพานปลาจังหวัดปัตตานี โดยการลักลอบเข้าเมืองในครั้งนี้พวกตนได้นั่งเรือโดยสารข้ามฟากจากประเทศมาเลเซีย เข้ามาประเทศไทยบริเวณท่าเรือตลาดตาบา

จากนั้นก็นั่งรอบริเวณศาลาที่พักใกล้ท่าเรือ นายนิงได้ติดต่อให้นายอับดุลรอแม มารับพวกตนด้วยรถยนต์เก๋งคันของกลาง และรับสารภาพว่าพวกตนไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางแต่อย่างใด จนถูกเจ้าหน้าที่เรียกตรวจและถูกจับกุมในที่สุด จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้นำตัวผู้ถูกจับทั้งหมด มายังที่ทำการตม.จ.นราธิวาส เพื่อจัดทำประวัติ ตำหนิรูปพรรณ และจัดทำบันทึกการจับกุม ควบคุมตัวผู้ถูกจับทั้งหมดพร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ตากใบ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

3.ตม.ชุมพร จับขบวนการนำพาเมียนมาไปประเทศที่สาม โดยใช้ Passport Imposter และปลอมตราประทับ รวม 6 ราย​ พ.ต.ต.สันติ มณีรัตน์ สว.ตม.จ.ชุมพร นำกำลังชุดสืบสวนฯ ตม.จ.ชุมพร ได้ทำการจับกุมตัว นายมาว อายุ 38 ปี,นาย ลอ อายุ 33 ปี, นาย ซัน อายุ 35 ปี,นายชิง อายุ 18 ปี สัญชาติเมียนมา,นายทัง อายุ 23 ปี และ นายอาว อายุ 18 ปี ทั้ง 6 ราย สัญชาติเมียนมา โดยกล่าวหาว่า “ใช้หนังสือเดินทางของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชนชน และใช้ดวงตรา รอยตรา หรือแผ่นปะตรวจลงตราที่ทำปลอมขึ้นมา” พร้อมด้วยของกลาง คือ หนังสือเดินทางประเทศเมียนมา จำนวน 6 เล่ม

โดยได้รับการติดต่อช่วยเหลือจากนายหน้าชาวเมียนมาในการจัดหาหนังสือเดินทางของผู้อื่นซึ่งมีลักษณะใบหน้าคล้ายผู้ต้องหา (Passport Imposter) โดยเสียค่าดำเนินการคนละ 1,250,000 จ๊าด หรือประมาณ 25,000 บาท เพื่อใช้เดินทางไปยังประเทศมาเลเซีย โดยสามารถจับกุมได้บนรถโดยสารประจำสายกรุงเทพ-ปัตตานี-นราธิวาส ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดชุมพร ก่อนเกิดเหตุ ชุดสืบสวนฯ ตม.จ.ชุมพร ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ออกสืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522,พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560,พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 และพ.ร.บ.ที่มีโทษทางอาญาอื่นๆ ในพื้นที่รับผิดชอบ ได้รับแจ้งจากสายลับ (ไม่ประสงค์ออกนาม) ว่าบริเวณรถโดยสารประจำทางสายกรุงเทพ-ปัตตานี-นราธิวาส มีคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายโดยสารมาบนรถคันดังกล่าว

จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงออกตรวจสอบบริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดชุมพร ได้มีรถโดยสารประจำสายกรุงเทพ-ปัตตานี-นราธิวาส (ตามที่สายลับแจ้ง) เข้ามาจอดภายในสถานีขนส่งฯ พ.ต.ต.สันติ มณีรัตน์ สว.ตม.จ.ชุมพร พร้อมชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขอตรวจสอบบุคคลที่อยู่บนรถ โดยได้แสดงความบริสุทธิ์ใจให้คนขับรถดูจนเป็นที่พอใจแล้ว จึงทำการตรวจสอบพบ นายมาว ไม่มีนามสุกล สัญชาติเมียนมา อายุ 38 ปี (ทราบชื่อภายหลัง) พร้อมพวกรวม 6 ราย นั่งโดยสารอยู่บนรถคันดังกล่าว โดยผู้ถูกจับกุมทั้งหมดได้แสดงหนังสือเดินทางประเทศเมียนมาจำนวน 6 เล่ม ต่อเจ้าหน้าที่ฯ

จากการสังเกตเบื้องต้น พบว่ามีลักษณะใบหน้าแตกต่างจากภาพถ่ายในหนังสือเดินทาง จึงได้เชิญผู้ถูกจับทั้งหมดมาสอบปากคำเพิ่มเติมและตรวจสอบข้อมูลอีกครั้งที่ ตม.จ.ชุมพร ผ่านระบบการตรวจพิสูจน์บุคคลโดยเทคโนโลยี Biometrics (ลายพิมพ์นิ้วมือและภาพถ่ายใบหน้า) ผลปรากฏว่า ไม่พบข้อมูลการเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรของผู้ถูกจับทั้ง 6 ราย แต่อย่างใด อีกทั้งพบรอยตราประทับขาเข้า ด่าน ตม.ทอ.กรุงเทพ ในหนังสือเดินทางทั้ง 6 เล่ม และจากการตรวจสอบพบว่าเป็นรอยตราประทับ ขาเข้าปลอม ซึ่งได้สอบถามผู้ถูกจับทั้งหมด รับว่าได้หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรตามแนวชายแดนบริเวณจังหวัดกาญจนบุรีโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยมีจุดประสงค์เพื่อไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย ชุดสืบสวนฯ ตม.จ.ชุมพร จึงจับกุมดำเนินคดีผู้ต้องหาทั้ง 6 ราย ในข้อหา “ใช้หนังสือเดินทางของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชนชน และใช้ดวงตรา รอยตรา หรือแผ่นปะตรวจลงตราที่ทำปลอมขึ้นมา”

พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ ขอฝาก​ประชา​สัมพันธ์​ให้ทราบว่า สตม.มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่นๆ ที่มีหมายจับและมีเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซอยสวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 1012 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง