ส่องแว่น วัด ประชา รัฐ : บวร ยุคดิจิทัล สะท้อนอะไร?

1595

ผศ.ดร.ณกมล ปุญชเขตต์ทิกุล
ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร

นับตั้งแต่มหาเถรสมาคม องค์กรปกครองสูงสุดฝ่ายสงฆ์ในพระพุทธศาสนา เปิดตัวโครงการด้านสาธารณูปการผ่านโมเดล “วัด ประชา รัฐ” ตีกรอบงานสาธารณสังเคราะห์ของพระสงฆ์ไทย ส่งสัญญาณการขันน๊อตบทบาทที่หย่อนยานของศาสนจักรให้กับมาในเส้นทางที่ควรจะเป็นทุกสายตาต่างโฟกัสมาที่โครงการนี้ทันที ซึ่งต้องถือว่าเป็นการปัดฝุ่นโครงการ“บวร” เดิม ที่มาถูกเวลา เดิมนั้น โครงการนี้เน้นเครือข่ายความร่วมมือกันระหว่าง บ้าน วัด และโรงเรียน แต่การกลับมาครั้งใหม่นี้ ชูบทบาทวัดเป็นตัวนำหลัก แล้วขยับไปที่ ประชาคือบ้าน และรัฐ คือหน่วยงานที่จะสนับสนุนคุณภาพชีวิตประชาชน เรียกว่าหน่วยงานหลักๆ ที่ทำหน้าที่ทางสังคมจะมีความรับผิดชอบเด่นชัดมากขึ้น ทั้งวัด ประชาชน และรัฐบาล โดยการรีเทิร์นครั้งนี้ ได้หยิบบทบาทของสงฆ์มาเป็นตัวชูโรง บทบาทเด่นคือ ขยับนโยบายด้านสาธารณสงเคราะห์ ซึ่งสังคมกำลังโหยหา ให้กลับมามีความชัดเจนขึ้นอีกครั้ง เข้ายุคสมัยสงฆ์ไทย ยุคดิจิทัลหรือไทยแลนด์ 4.0 ที่คมชัดขึ้นทันตาเห็น

ย้อนกลับไปสมัยอดีต มีคำกลอนบทหนึ่งเขียนไว้ว่า “วัดจะดีมีหลักฐานเพราะบ้านช่วย บ้านจะสวยเพราะมีวัดดัดนิสัย บ้านกับวัดผลัดกันช่วยก็อวยชัย ถ้าขัดกันก็บรรลัยทั้งสองทาง ” ทอดสายตามาดูในยุคนี้ และส่องนโยบายสงฆ์ยุคปัจจุบัน ทำให้คิดว่า วัด กับบ้าน(ประชา รัฐ) ยังไม่เปลี่ยนไปเลย ยังคงเป็นเหมือนคู่แฝดปาท่องโก๋ หากแต่ขนาดและปริมาณเท่านั้นที่ต่างไปจากเดิม กล่าวคือ บทบาทสงฆ์มีความเป็นมหภาคมากขึ้น และมีรายละเอียดที่เป็นโมเดิร์นทันสมัยขึ้นกว่าก่อนมาก สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นความเปลี่ยนไปของศาสนจักรที่เข้าใจอาณาจักรชัดเจนชึ้นในยุคนี้ โดยผู้นำนโยบาย วัด ประชา รัฐ ครั้งนี้คือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์(สุชิน อคฺคชิโน) ผู้นำพระสงฆ์ ที่มองโลกใหม่ในมุมมองเก่าได้ทะลุและมีมุมมองที่ฉลาด สามารถขยับองค์กรสงฆ์ขนาดมหึมานี้ ให้ออกมาขานรับนโยบายมหาเถรสมาคมได้อย่างน่าทึ่ง ซึ่งขณะนี้ถูกขานรับทั้งจากฝ่ายประชา คือบรรดาประชาชนพุทธศาสนิกชน ชุมชนทั่วไปให้ความร่วมมือและร่วมใจกันอย่างคับคั่ง จะเห็นได้จากการตอบรับขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่โดยทั่วไป ต่างยกเรื่องนี้เป็นวาระท้องถิ่น ผ่านการลงนามบันทึกความร่วมมือกับวัดต่างๆ ในพื้นที่รับผิดชอบ ส่งสัญญาณความร่วมมือฝ่ายรัฐในระนาบ บ้านกับวัดผลัดกันช่วยก็อวยชัยอย่างเต็มที่

จากการประเมินผลการขับเคลื่อนนโยบายนี้ ระยะที่ผ่านมาฝ่ายวัด โดยเฉพาะสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ จะเอาจริงในเรื่องนี้มาก แม้ว่าการดำเนินนโยบายจะเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่า ในระยะเริ่มต้นแม้จะมีการดำเนินงานที่ใช้ศรัทธาความเสียสละ ร่วมมือร่วมใจกันทำ แต่ในระยะยาวความยั่งยืนของโครงการจะมีมากน้อยเพียงใด หากจะต้องพึ่งพางบประมาณในการดำเนินงานโครงการนี้ แม้ว่าการยกหลักปฏิบัติพื้นฐาน “สัปปายะ4 อย่าง” ที่สงฆ์ต้องปฏิบัติเป็นกิจวัตรประจำอยู่แล้ว มาเป็นอุดมการณ์ทำงานให้โครงการนี้เดินต่อไปได้ก็ตาม แต่ก็ต้องไม่มองข้ามว่าการดำเนินการหลายๆ เรื่อง อย่างเช่น การปรับภูมิทัศน์วัดวาอาราม ตามหลักสัปปายะ วัดเป็นที่สบาย ร่มรื่น(อาวาสสัปปายะ) วัดเป็นชุมชนที่สบาย(บุคคลสัปปายะ)วัดมีการจัดการสถานที่ขายของกินของใช้เรียบร้อย(อาหารสัปปายะ) หรือวัดที่สอนธรรม สอนการปฏิบัติธรรม(ธัมมสัปปายะ) ก็ดูเหมือนว่าจะต้องลงแรงใช้วิธีบริหารจัดการ และต้องมีเรื่องของเครื่องไม้เครื่องมือจากประชาและรัฐ คือจากท้องถิ่นไม่น้อยทีเดียว ตรงนี้จิตวิญญาณความรักท้องถิ่น(อบต.หรือ อบจ.)ถือเป็นคนใกล้วัด คนของวัดจะต้องแข็งแรงพอสมควร และต้องพร้อมแตะมือ ร่วมทำงานกับหลวงพ่อ หลวงปู่ เจ้าอาวาสวัดต่างๆ ให้ได้มากที่สุดตัวอย่างเช่น วัด ประชา รัฐ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระธรรมรัตนมงคล เจ้าคณะจังหวัด และเจ้าอาวาสวัดพนัญเชิงวรวิหาร แตะคันเร่งโครงการ “วัด ประชา รัฐ สร้างสุข” วัดสัปปายะ ด้วย 5ส เดินหน้าการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ฝ่ายสาธารณูปการ ตามนโยบายมหาเถรสมาคม มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) กับโรงเรียน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม สร้างวัดต้นแบบในระดับจังหวัด เดินหน้าเต็มสูบทีเดียว หรือแม้แต่หลายๆ จังหวัด อย่างที่จังหวัดปทุมธานี ท่านเจ้าคุณพระธรรมรัตนาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดรูปปัจจุบัน นับเป็นหัวเรือใหญ่ที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างแข็งขันเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานเมื่อมีการเริ่มไปในระยะหนึ่ง ก็คงจะมีการประเมินความคุ้มค่าและความสำเร็จหรือสิ่งที่ต้องเพิ่มเติมควบคู่กันไปด้วยเช่นกัน
ดังนั้น สถาบันการศึกษา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยในท้องที่ ซึ่งเน้นการพัฒนาท้องถิ่นอย่างมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยราชมงคล หรืออื่นๆ ก็ควรเข้ามาร่วมมือในแง่ของการช่วยเหลือด้านวิชาการ โดยเฉพาะการประเมินผลการดำเนินโครงการเพื่อการปรับปรุงกิจกรรมต่างๆ ให้มีความเหมาะสมทันสมัยมีประสิทธิภาพมากขึ้น ความสามารถในการส่งเสริมสนับสนุนค้ำชูวัดในพื้นที่ท้องถิ่นที่ตัวเองรับผิดชอบของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจะมีความสำคัญต่อความสำเร็จของโครงการวัด ประชา รัฐ อย่างมาก โดยเฉพาะบทบาทของสถาบันการศึกษา หน่วยงานท้องถิ่น ต่างๆ ที่มีภารกิจในการทำนุบำรุงศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม แต่ละหน่วยงานจะต้องเข้าใจโจทย์ให้ชัด และช่วยกันสานต่อความยั่งยืนของโครงการนี้ ทำให้จิตสำนึก จิตอาสา หน้าที่ของชาวพุทธและหน้าที่ของประชา รัฐ เป็นเครือข่ายในการสร้างคน การสร้างชาติ ตลอดจนสร้างคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ไปได้สุดทาง คงต้องจับตา ภาวะผู้นำของแต่ละวัด ที่จะเป็นตัวชี้ชะตาความยั่งยืน และการันตีว่าจะสามารถขับเคลื่อน วัด ประชา รัฐ ไปได้มากน้อยแค่ไหน ในภาวะการนำที่ค่อนข้างจะยากลำบาก เช่นนี้