อดีตแกนนำ กปปส. ยัน ! ต้านแปรรูปรัฐวิสาหกิจเต็มที่ หากรัฐยังไม่เลิก

61

เมื่อปี พ.ศ.2547 หรือ 15 ปีที่ผ่านมา ได้มีผู้นำแรงงานรัฐวิสาหกิจกลุ่มหนึ่ง ประกอบด้วย ประธานสหภาพฯการไฟฟ้านครหลวง / ประธานสหภาพฯการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค / ประธานสหภาพฯการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย / ประธานสหภาพฯการประปานครหลวง และ ประธานสหภาพฯการประปาส่วนภูมิภาค รวมตัวกันทั้ง 5 รัฐวิสาหกิจ ร่วมก่อตั้งองค์กรแห่งการต่อสู้ โดยตั้งชื่อว่า “เครือข่ายไฟฟ้าประปาเพื่อชาติและประชาชน” มีอักษรย่อว่า “คฟปช.” ซึ่งพนักงานรัฐวิสาหกิจทั้ง 5 แห่งนี้ ต่างก็เชื่ออย่างสนิทใจว่า หากได้มารวมตัวกันอย่างจริงจัง ย่อมถือว่าจะเป็นองค์กรที่มีพลังอย่างมหาศาล เนื่องจากทั้ง 5 รัฐวิสาหกิจ ต่างก็มีพนักงานที่สังกัดอยู่เป็นจำนวนมาก และแต่ละท่าน ก็ล้วนเป็นนักต่อสู้กันมาโดยตลอด

จุดมุ่งหมายแรกในการก่อตั้งองค์กรก็คือ ต้องการคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ซึ่งช่วงนั้น กำลังเป็นกระแสข่าวดังจากฟากรัฐบาลทุกวัน การรวมตัวกันก่อตั้ง “เครือข่ายไฟฟ้าประปาเพื่อชาติและประชาชน” หรือ คฟปช. ในครั้งนั้น จุดมุ่งหมายแรกนอกจากเป็นการคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจแล้ว ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการรักษาผลประโยชน์ของประชาชน ให้ประชาชนได้ซื้อไฟฟา-ประปาใช้ในราคาที่เป็นธรรม ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนอีกด้วย

สถานการณ์ในขณะะนั้น กระแสการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลมาแรงมาก จึงมีการรวมตัวของพนักงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ กว่า 40 รัฐวิสาหกิจในนาม “สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ หรือ สรส. ออกมาทำการต่อสู้ และคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างเต็มตัว การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ จึงเป็นกระแสข่าวที่ร้อนระอุกันทั่วประเทศ เพราะเหล่าพนักงานรัฐวิสาหกิจเกือบทั่วประเทศ ต่างก็ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลในขณะนั้น เปรียบเสมือนปล่อยให้นายทุนมาทุบหม้อข้าวตนเองโดยแท้

ต่อมา ประธานสหภาพแรงงานฯ องค์การเภสัชกรรม (สร.อภ.) พิจารณาเห็นว่า “เครือข่ายไฟฟ้าประปาเพื่อชาติและประชาชน” (คฟปช.) ที่เริ่มก่อตั้งในขณะนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อต่อสู้และรักษาผลประโยขน์ของชาติและประชาชน ซึ่งไม่เพียงแค่คัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องการช่วยเหลือประชาชนในการจ่ายค่าน้ำค่าไฟในราคาที่เป็นธรรมอีกด้วย ซึ่งคนรักชาติทุกคนย่อมทราบดีว่า การอ้างแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ก็คือการถ่ายเททรัพย์สินของชาติไปให้นายทุนในรูปแบบหุ้น เพื่อนำหุ้นไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ทรัพย์สินของชาติก็คือทรัพย์สินของประชาชน ก็ต้องมลายหายสิ้น กลายเป็นทรัพย์สินของนายทุนอย่างชัดเจน จะถือว่าเป็นการหลอกลวงประชาชนได้หรือไม่

ซึ่งประธานสหภาพฯองค์การเภสัชกรรม คิดอยู่ในใจว่า เรื่องของยารักษาโรค ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประทศ ยังอยู่ในฐานะยากจน จึงสมควรที่จะได้ซื้อยาในราคาถูกและเป็นธรรม หากองค์การเภสัชกรรม ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ได้ถูกแปรรูปไปแล้วเมื่อไร ประชาชนจะต้องลำบากในการหาเงินซื้อยากินยาใช้ ในยามเจ็บไข้ได้ป่วยหรือไม่สบายอย่างแน่นอน

ดังนั้น องค์การเภสัชกรรม ในฐานะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ทำหน้าที่ผลิตยาสำคัญให้แก่ประชาชนในราคาที่เป็นธรรม จึงสมควรที่จะทำหนังสือขอเข้าร่วมกับ คฟปช. อีก 1 รัฐวิสาหกิจด้วย ซึ่งทันทีที่ คณะกรรมการ คฟปช. ได้พิจารณาคำขอเข้าร่วมของ ประธานสหภาพแรงงานฯองค์การเภสัชกรรม (สร.อภ.) แล้ว จึงมีมติอนนุมัติคำขอดังกล่าวทันที จึงรวมเป็นมีรัฐวิสาหกิจ จำนวน 6 แห่ง ในการเข้าร่วมก่อตั้งองค์กรแห่งนี้ และได้พร้อมใจกันเปลี่ยนชื่อเป็น “เครือข่ายไฟฟ้าประปาและยา เพื่อชาติและประชาชน” มีคำย่อว่า “คฟปย.” นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

เมื่อเร็วๆ นี้ แกนนำสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจทั้ง 6 แห่ง ได้พร้อมใจกันนัดหมายประชุม คฟปย. อีกครั้งหนึ่ง ที่ สำนักงานสหภาพการประปานครหลวง ถนนประชาชื่น กทม. หลังจากที่องค์กรแห่งนี้ ได้ว่างเว้นการประชุมไปนานเกือบ 1 ปี ในยุคที่ คสช. เรืองอำนาจ และอาจเป็นเพราะกระแสการเมืองไม่นิ่ง อีกทั้งผู้นำสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบางแห่ง ก็ครบวาระการเลือกตั้งใหม่ จึงทำให้แกนนำไม่มีความพร้อมในการเรียกประชุมเหมือนที่ผ่านมา

แต่บัดนี้ ประธาน “คฟปย.” คนล่าสุด ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากผู้นำแรงงานทั้ง 6 รัฐวิสาหกิจ ในการเลือกตั้งให้มาเป็น ประธาน คฟปย. คนล่าสุด เพื่อให้เป็นผู้นำในการต่อสู้
ครั้งใหม่ ท่านที่เคยติดตามข่าวเมื่อครั้ง กปปส. เคลื่อนไหวทุกคืนเมื่อปลายปี 2556 เป็นต้นมา คงจะจำได้ว่า ประธาน คฟปย. ท่านนี้ เคยขึ้นเวที กปปส. ทุกคืน ในฐานะผู้แทนของ สรส. องค์กรของพนักงานรัฐวิสาหกิจกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งถือว่ามีพลังมากมายทีเดียวในขณะนั้นก็ว่าได้

ปัจจุบันกระแสการคิดแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ยังมีอยู่หรือไม่ และการเข้ารักษาผลประโยชน์ของประชาชนในนาม คฟปย. จะเป็นเช่นไร ลองไปฟังคำสัมภาษณ์ของ “คุณคมสัน ทองศิริ” ปรธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง และ ประธาน คฟปย. คนล่าสุด ที่จะกล่าวถึงนโยบายในเรื่องนี้อย่างไร

จุดมุ่งหมายของ คฟปย. ก็คือ ดูแลพี่น้องประชาชน อันนี้ถือเป็นนโยบายหลักเลย ส่วนวัตถุประสงค์นั้น ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยังดูนโบบายของรัฐในเรื่องของการแปรรูป ภาครัฐเองก็พยายามที่จะ “ตัดทอน-ลดทอน” จำนวนพนักงาน ในแต่ละรัฐวิสาหกิจต่างๆ เพื่อให้น้อยลง ทำให้อ่อนแอลง

ขณะนี้ รัฐยังไม่ให้ความชัดเจนในเรื่องของการแปรรูป แต่หันไปเล่นงานในเรื่อง การลดอัตราพนักงานลง เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นต้น เพื่อให้ประชาชนเห็นว่า องค์กรแห่งนั้น ไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน เมื่อคุณค่าลดลง ประสิทธิภาพลดลง รัฐก็จะหาเหตุผลว่า รัฐวิสาหกิจแห่งนั้น ไม่สามารถดำรงต่อไปได้ ก็จะเปลี่ยนรูปแบบให้เป็น “บริษัทจำกัด” ซึ่งนั่นก็คือเป้าหมายของนายทุนอยู่แล้ว ความมุ่งหมายในการต่อสู้ของ “คฟปย.” ก็คือ การขับเคลื่อนของพนักงานรัฐวิสาหกิจ

สิ่งที่เป็นห่วงที่สุดในขณะนี้ก็คือ กระทรวงพลังงาน เคยคิดที่จะเอา “การไฟฟ้านครหลวง” ไปสังกัด แพราะมีจุดมุ่หมายที่จะตอบแทนในเรื่องของระบบทุน แต่ความมุ่งหมายของ“คฟปย. ยังต้องการให้คงไว้ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ อันจะทำให้ประชาชนยังได้ใช้ “น้ำ-ไฟ” ที่เป็นธรรมนั่นเอง.

ตอนนี้คงต้องวัดใจกันแล้วว่า ระหว่างรัฐที่ต้องการปกป้องผลประโยขน์ของนายทุน กับ ผู้นำแรงงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ กว่า 40 แห่งในนาม สรส. (รัฐวิสาหกิจตัวแม่) หรือ คฟปย. (รัฐวิสาหกิจตัวลูก) ที่ออกมาปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ท่านควรจะอยู่ข้างใคร ?

ณัชพล เทพนิมิต

ชมภาพคลิปวีดิโอได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=k6bwfRo4fA0