ส่องวิธีคิด “เกษตรกรรุ่นใหม่” ต่อยอดขยายผลโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร

19

จากการลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ เพื่อดูความสำเร็จของเกษตรกรรุ่นใหม่ในโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตรของนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะเมื่อเร็วๆ นี้ พร้อมเยี่ยมชมผลผลิตทางการเกษตร สินค้าแปรรูปต่างๆ อาทิ พริกทอด ลูกชิ้นเห็ดฟาง พริก เห็ดนางฟ้า ของนางสาวแสงระวี ภูมิลามัย หรือพืชผักอินทรีย์ อาทิ มะเขือ พริก ดอกขจร แก้วมังกร มะกรูด มันเทศญี่ปุ่น ของนางสาวพรเพ็ญ จันทะมี และข้าวอินทรีย์ ของนางสมใจ อินทรี ที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ให้การสนับสนุนมาโดยตลอดนั้น ไม่เพียงแค่เป็นขวัญกำลังใจในความสำเร็จแก่ตัวเกษตรกรเอง ในฐานะต้นแบบของเกษตรกรรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังมีการต่อยอดขยายผลไปสู่เกษตรกรในพื้นที่รายอื่นๆ ด้วย โดย จ.บุรีรัมย์มีกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมโครงการฯจำนวน 22 ราย แต่ละรายมีกิจกรรมทางการเกษตรที่หลากหลาย เช่น การเกษตรผสมผสาน ข้าวหอมมะลิ โคเนื้อ แพะ แกะ เห็ด พริก และสมุนไพร เป็นต้น

โดยทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ได้ให้คำปรึกษาแนะนำเกษตรกรจัดทำแผนการผลิต การตลาด การเชื่อมโยงเครือข่ายสินค้ากับสหกรณ์และซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ มีการส่งเสริมทักษะในการประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้ โดยให้เกษตรกรนำหลักสหกรณ์มาใช้ในการรวมกลุ่มวางแผนการเลี้ยงโคเพื่อสร้างรายได้ สนับสนุนเงินกู้กองทุนพัฒนาสหกรณ์ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ รวมทั้งร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็นในการประกอบอาชีพ

นายสุภาพ เกิดบุญ สหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า เกษตรกรที่ประสบผลสำเร็จในโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร ใน จ.บุรีรัมย์ มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 22 ราย ในส่วนของ อ.คูเมืองนั้นมีจำนวน 3 ราย ปัจจุบันได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสังกัดสหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด

“วันนั้นท่านวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะไปดูตัวอย่างเกษตรกรที่ประสบผลสำเร็จ 3 ราย เป็นเด็กรุ่นใหม่กลับมาอยู่บ้าน และได้สมัครเป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด การทำเกษตรของเขาส่วนใหญ่จะเน้นธุรกิจครบวงจร ผลิตไปด้วย ทำตลาดไปด้วย ส่วนสหกรณ์ก็จะคอยดูแลเป็นพี่เลี้ยงให้ โดยสหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด จะเป็นศูนย์รับซื้อผลผลิตแล้วส่งต่อไปยังเครือข่ายตลาดเอกชนและห้างฯ ทวีกิจ ที่อยู่ในตัวเมืองบุรีรัมย์” สหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ เผย

นายสุภาพ กล่าวต่อว่า ทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ได้เร่งขับเคลื่อนงานตามนโยบายท่านอธิบดีฯ โดยพยายามให้ลูกหลานเกษตรกรที่เป็นเด็กรุ่นใหม่เข้ามาอยู่ในสังกัดสหกรณ์มากขึ้น เพื่อจะได้มีส่วนเติมเต็มแนวคิดใหม่ในเรื่องของการตลาด เนื่องจากคนรุ่นใหม่จะเก่งเรื่องไอทีและสามารถหาช่องทางตลาดใหม่ๆ ได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะตลาดออนไลน์ แต่ในส่วนองค์ความรู้ต่างๆ ที่ลูกหลานเขาอยากได้ เราพยายามเติมเต็มส่วนนี้เข้าไป เพื่อให้เขาได้ใช้องค์ความรู้เพื่อพัฒนาการเกษตรและเป็นตัวอย่างให้กับสมาชิกสหกรณ์รายอื่นๆ ด้วย

“ถึงแม้โครงการนี้จะไม่รับเพิ่มแล้ว แต่เราจะขยายผลต่อไปเรื่อยๆ จะมุ่งพัฒนาเด็กที่อยู่ในโครงการต่อไปอีก อย่างบุรีรัมย์กลุ่มลูกหลานในโครงการนี้มีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็งมาก นอกจากทำเกษตรที่มีอยู่เดิมแล้ว ตอนนี้พวกเขามีแนวคิดใหม่ๆ อยากจะรวมกลุ่มเลี้ยงโควากิว ซึ่งเขากำลังคิดกันอยู่ เขาคิดกันเองนะ ส่วนเราก็จะเข้าไปเติมเต็มในส่วนที่พวกเขาร้องขอต้องการ” สหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวย้ำ

ด้านนางสาวแสงระวี ภูมิลามัย อายุ 39 ปี หนึ่งในเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯเผยว่า ก่อนจะเข้าร่วมโครงการนี้ เคยทำงานเป็นช่างเทคนิคในโรงงานอุตสาหกรรมมาก่อน ก่อนจะโดนจ้างออกหลังเจอวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 จากนั้นก็มาเปิดร้านกาแฟที่จังหวัดสระแก้วได้ประมาณ 3 ปี มีรุ่นน้องที่เข้าร่วมโครงการอยู่ก่อนแล้วแนะนำให้สมัครเข้าร่วมโครงการ เนื่องจากตั้งใจกลับบ้านที่ จ.บุรีรัมย์เพื่อทำการเกษตรสานต่ออาชีพของครอบครัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

“มีรุ่นน้องส่งข้อมูลมาให้ว่ามีโครงการนี้สนใจไหม ก็เลยตัดสินใจสมัครเพื่อจะได้กลับมาอยู่ที่บ้านของตัวเอง ซึ่งครอบครัวมีที่ดินอยู่ประมาณ 19 ไร่ เมื่อก่อนไม่ได้ทำประโยชน์อะไรเลย ส่วนหนึ่งเป็นที่นา ที่เหลือก็เป็นป่า กลับมาอยู่บ้านตอนปี 2562 ก็ทำการปรังปรุงพื้นที่ใหม่ทั้งหมด จากป่ารกก็พัฒนามาทำเกษตรผสมผสาน เริ่มจากปลูกพริก เพาะเห็ดฟาง ปลูกไม้ผล เช่น กล้วยน้ำว้า ชมพู่ แล้วก็ปลูกไม้เศรษฐกิจ เช่น พะยูง ยางนา ประดู่ ข้าว มันสำปะหลัง รวมทั้งพืชผักสมนุไพรอีกหลายชนิด” นางสาวแสงระวี เผย

เกษตรกรคนเดิม เผยต่อว่า จากนั้นได้สมัครเป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด โดยทางสหกรณ์ได้ให้ความรู้แนะนำส่งเสริมในด้านต่างๆ และได้เรียกให้เรามาอบรม โดยใช้ความรู้ที่อบรมมาใช้กับผลผลิตของเรา ซึ่งเป็นโครงการที่ให้การช่วยเหลือดีมาก อย่างเราไม่มีทุนเพื่อจะมาพัฒนาแหล่งน้ำ เนื่องจากพื้นที่อยู่นอกเขตชลประทาน ทางสหกรณ์ก็ได้ปล่อยกู้ดอกเบี้ยพิเศษเพื่อนำมาขุดเจาะน้ำบาดาลและติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ทำระบบน้ำในแปลง ทำให้วันนี้เรามีผลผลิตจำหน่ายทุกวัน หากมีจำนวนมากก็จะส่งให้กับสหกรณ์ฯคูเมือง จำกัด ซึ่งเขารับซื้อผลผลิตจากสมาชิกอยู่แล้ว โดยเฉพาะพริกเป็นผลผลิตหลักจะส่งให้กับทางสหกรณ์สัปดาห์ละ 3 วัน ในทุกวันจันทร์ พุธและศุกร์ ทำให้ชีวิตวันนี้ดีขึ้นมาก มีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตจากสวน

“เมื่อก่อนรายได้ไม่เยอะขนาดนี้ ครั้งแรกเริ่มจากทำพืชเชิงเดี่ยว ปลูกข้าวอย่างเดียว เนื่องจากยังไม่มีระบบน้ำ ต้องอาศัยน้ำฝนอย่างเดียว ตอนนี้มีเงินหมุนเวียนเดือนหนึ่งก็ประมาณ 6,000-10,000 บาท ที่มีวันนี้ได้ก็เพราะได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากสหกรณ์ค่ะ” นางสาวแสงระวี กล่าวย้ำ

ไม่เพียงแต่นางสาวแสงระวี ภูมิลามัย ที่ได้รับอานิสงส์จากโครงการดังกล่าวเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีนางสาวพรเพ็ญ จันทะมี อายุ 34 ปี เจ้าของสวนพืชผักอินทรีย์ใน ต.ตูมใหญ่ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ หนึ่งในเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ที่ประสบผลสำเร็จไม่ต่างกัน เพียงแต่เธอนั้นได้เตรียมความพร้อมเพื่อกลับไปสานต่ออาชีพเกษตรจากครอบครัว ด้วยการเพาะกล้าผักหวานป่าเพื่อนำไปปลูกที่บ้าน ขณะที่ยังทำงานอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมผลิตอาหารย่าน จ.ปทุมธานี หลังลาออกจากงานกลับไปอยู่บ้าน ผักหวานป่าที่ปลูกไว้ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตจำหน่ายได้ทันที

“ถามว่าทำไมต้องผักหวานป่า เพราะหาตลาดง่าย คนอีสานรู้จักดีอยู่แล้ว นำมาใช้ทำอาหารทานเป็นปกติกันอยู่แล้ว ก็เลยคิดว่าเริ่มต้นที่ผักหวานป่าก่อน” นางสาวพรเพ็ญเผย หลังจากกลับมาอยู่บ้านไม่นานก็สมัครเข้าร่วมโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตรในปี 2562 จากนั้นได้มีโอกาสเข้าร่วมการอบรมในโครงการต่างๆ ที่ทางสหกรณ์จัดให้ แล้วนำองค์ความรู้มาพัฒนา จากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ข้าวและมันสำปะหลัง แล้วก็หันมาทำเกษตรผสมผสาน ปลูกพืชหลากหลายมากขึ้น เป็นพืชอินทรีย์ บนเนื้อที่ 4 ไร่เศษ มีทั้งมะเขือ พริก ดอกขจร แก้วมังกร มะกรูด มันเทศญี่ปุ่นและผักเชียงดา พืชบางชนิดก็จะนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่า อย่างเช่น ผักเชียงดา พริก มะม่วงหาวมะนาวโห่ เป็นต้น และยังเจียดพื้นที่ส่วนหนึ่งปลูกไม้ผลชนิดต่างๆ อาทิ ชมพู่ ฝรั่ง มะเดื่อฝรั่ง กล้วยน้ำว้า มะละกอ อีกส่วนก็จะกันไว้เป็นสวนป่าปลูกไม้ยืนต้นและผักหวานป่า

“สิ่งที่ตั้งใจไว้ในอนาคต คืออยากจะแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตทุกอย่างเท่าที่เป็นไปได้ ซึ่งตอนนี้ก็ได้เริ่มทำไปบ้างแล้ว เช่น แปรรูปผักเชียงดาและน้ำมะม่วงหาวมะนาวโห่” นางสาวพรเพ็ญ จันทะมี เจ้าของสวนพืชผักอินทรีย์คนเดิมย้ำทิ้งท้าย