อานิสงส์ “เงินกู้ปลอดดอกเบี้ย” สร้างระบบน้ำในไร่นา ชุบชีวิตใหม่ให้สมาชิก “สหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด”

28

ผลสำเร็จจากโครงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อสร้างระบบน้ำในไร่นาของสมาชิกสถาบันเกษตรกรระยะที่1 ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 อนุมัติจัดสรรเงินกู้ยืมปลอดดอกเบี้ยจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ จำนวนเงิน 300 ล้านบาท โดยมีกำหนดระยะเวลาดำเนินงาน 5 ปี (2559-2564) เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนให้กับสถาบันเกษตรกรนำไปปล่อยกู้ให้กับสมาชิกใช้ในการพัฒนาแหล่งน้ำ ทั้งขุดสระ ขุดบ่อบาดาลและจัดหาวัสดุอุปกรณ์กักเก็บน้ำเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในพื้นที่การเกษตรของตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงภาวะขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้งที่พึ่งพาธรรมชาติเพียงอย่างเดียว มาวันนี้อานิสงส์จากโครงการฯ ได้เริ่มผลิดอกออกผลแล้วในหลายพื้นที่

ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ณ สหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานโครงการดังกล่าว โดยลงพื้นที่เยี่ยมชมแปลงเกษตรผสมสานของลุงบุญมี อาจกล้า เกษตรกรสมาชิกวัย 71 ปี อยู่บ้านเลขที่ 32/1 บ้านหัวฝาย ตำบลหินเหล็กไฟ ที่ได้เข้าร่วมโครงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อสร้างระบบน้ำในไร่นาของสมาชิกสหกรณ์ ระยะที่ 1 โดยกู้เงินสหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด จำนวน 30,000 บาท เพื่อนำมาขุดเจาะบ่อบาดาลลึก 45 เมตรเพื่อใช้ในแปลงเกษตรผสมผสานควบคู่กับสระกักเก็บน้ำเดิมที่มีอยู่แล้วจำนวน 2 บ่อ ขนาดกว้าง 30 เมตร ยาว 40 เมตร ลึก 4 เมตร และกว้าง 20 เมตร ยาว 15 เมตร ลึก 4 เมตร บนเนื้อที่ 26 ไร่ 1 งานของลุงบุญมี แบ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิ 20 ไร่ หน่อไม้ 5 ไร่ พริก 3 งาน แฟง และข้าวโพด อย่างละ 1 งาน รวมทั้งเลี้ยงปลาดุก ปลานิล และเป็ด สำหรับบริโภคในครัวเรือน ซึ่งผลผลิตที่ได้ส่งจำหน่ายให้กับสหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด โดยในรอบปีการผลิตที่ผ่านมามีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตมากกว่า 220,000 บาท

ลุงบุญมี เล่าว่า เดิมพื้นที่ตรงนี้ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำนาปลูกข้าวเหนียวปีละครั้งและต้องอาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว เนื่องจากพื้นที่อยู่นอกเขตชลประทานและขุดสระน้ำจำนวน 2 บ่อ สำหรับกักเก็บน้ำไว้ใช้ช่วงฤดูแล้ง แต่ก็ไม่สามารถเก็บน้ำไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี เมื่อถึงหน้าแล้งน้ำในบ่อก็แห้งขอด จึงคิดหาทางขุดบ่อบาดาล บังเอิญโชคดีช่วงปี 2560 มีโครงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อสร้างระบบน้ำในไร่นาของสมาชิกสถาบันเกษตรกรระยะที่ 1 มาพอดี จึงได้ขอกู้เงินจากสหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด จำนวน 30,000 บาท เพื่อนำมาขุดบ่อบาดาล จากนั้นทำให้มีน้ำใช้ประโยชน์ตลอดทั้งปี จึงมีแนวคิดอยากทำเกษตรผสมผสานเพื่อจะได้มีรายได้เข้ามาทุกวัน ไม่ใช่ปีละครั้งจากการจำหน่ายข้าวเหนียวเพียงอย่างเดียวอย่างที่ผ่านๆ มา

“พอมีน้ำบาดาลก็หันมาทำเกษตรผสมผสานทันที ปลูกพืชหลายอย่าง ทั้งข้าว พืชผักไม้ผล เพราะมีน้ำตลอดทั้งปีจากบ่อบาดาล ตอนนี้กู้สหกรณ์ฯ คูเมืองมา 3 หมื่นเพื่อมาขุดบ่อบาดาล ตอนนี้ใช้คืนหมดแล้วตั้งแต่ปีแรก อนาคตก็จะทำเกษตรผสมผสานอย่างนี้แหละ แต่จะเลือกพืชให้เหมาะกับพื้นที่และความต้องการของตลาดมากขึ้น” ลุงบุญมีเผย

ไม่เพียงแต่ลุงบุญมีที่ได้รับอานิสงส์จากโครงการฯ ยังมีเกษตรกรรุ่นใหม่อย่าง ”นางสาวแสงระวี ภูมิลามัย” 1 ในเกษตรกร 22 ราย ที่เข้าร่วมโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพเกษตรของจังหวัดบุรีรัมย์ ก็ได้กู้เงินในโครงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อสร้างระบบน้ำในไร่นาฯ มาพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่การเกษตรของตนเองอีกด้วย โดยกู้เงินจากสหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการขุดเจาะบ่อบาดาลและติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ในแปลงเกษตรผสมผสาน จึงทำให้แปลงเกษตรของเธอมีน้ำใช้ตลอดทั้งปี ทั้งที่ก่อนหน้านั้นพึ่งพาแต่น้ำฝน

“โครงการนี้ดีมาก อย่างเราไม่มีทุน พอมีเงินมาให้กู้ดอกเบี้ยพิเศษเราก็เอาทันที อย่างแหล่งน้ำ พื้นที่เราอยู่นอกเขตชลประทาน น้ำก็จะไม่มี ก็กู้เงินมาเจาะน้ำบาดาล ติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ ทำให้เราปลูกพืชผักได้ทั้งปี เพราะมีน้ำตลอด ทำให้ชีวิตดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก ครั้งแรกปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพราะไม่มีระบบน้ำ ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นปลูกพืชหมุนเวียน ปลูกตลอดทั้งปี ตอนนี้มีรายได้เฉลี่ยตกประมาณ 6,000-10,000 บาทต่อเดือน อย่างพริกผลผลิตทั้งหมดก็จะส่งที่สหกรณ์อาทิตย์ละ 3 วัน วันจันทร์ พุธ และศุกร์ ส่วนเห็ดฟางขายเองที่หน้าฟาร์ม และตอนนี้ผลผลิตก็ไม่พอขาย” เกษตรกรคนเดิม กล่าว

ด้านนายสุภาพ บุญเกิด สหกรณ์จังหวัด (สกจ.) บุรีรัมย์ กล่าวว่า สำหรับโครงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อสร้างระบบน้ำในไร่นาของสมาชิกสถาบันเกษตรกรของจังหวัดบุรีรัมย์นั้นมีเกือบ 500 ราย กู้เงินตั้งแต่ 30,000-80,000 บาทต่อราย ส่วนใหญ่จะนำไปพัฒนาแหล่งน้ำ ขุดสระ ขุดบ่อบาดาล ติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ในแปลงเกษตร ส่วนของสหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด มีจำนวน 70 ราย สมาชิกสหกรณ์ที่กู้ไปก็ส่งคืนครบหมดแล้ว เพราะโครงการดังกล่าวสิ้นสุดแล้ว จากนี้ไปก็จะมีการต่อยอดเกษตรกรดังกล่าว เพื่อขยายผลไปสู่รายอื่นต่อไป

“ในวันที่ท่านอธิบดีวิศิษฐ์และคณะลงมาติดตามผลการดำเนินงานโครงการ เพื่อมาดูความสำเร็จของเกษตรกรที่ได้กู้เงินจากโครงการนี้ไป ท่านก็ชื่นชมยินดี เห็นผลสำเร็จ ท่านอยากให้ขยายผลไปสู่เกษตรกรรายอื่นด้วย เรามีต้นแบบในพื้นที่แล้ว อยากให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์รายอื่นๆ ปรับเปลี่ยนในเรื่องของอาชีพจากเดิมที่ทำนาทำไร่อ้อยเพียงอย่างเดียว ก็ให้หันมาทำเกษตรผสมผสาน แล้วให้สหกรณ์ช่วยจัดการเรื่องตลาด อย่างน้อยก็ช่วยให้เขามีรายได้เพิ่ม มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” สหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวทิ้งท้าย