ดีเดย์เปิดศูนย์ปฏิบัติการแก้หนี้สหกรณ์ บูรณาการครั้งใหญ่อุดช่องโหว่ทุจริต หารือดีเอสไอ-ปปง.-สตช.วางโมเดลดำเนินคดีและติดตามยึดทรัพย์ เพื่อลดความเสียหายลุกลามขยายวงกว้าง

20

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ (War Room) โดยมี นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ (กสส.) นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ (กตส.) ผู้แทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ผู้แทนสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธี ณ ห้องประชุม 134 -135 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำในเรื่องการปราบปรามการทุจริตในทุกภาคส่วน ซึ่งจากปัญหาการทุจริตสหกรณ์ออมทรัพย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เกิดขึ้น นายกรัฐมนตรีจึงได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2565 มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตในสหกรณ์ ตรวจสอบ เร่งรัด ติดตามการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทุจริตในสหกรณ์ และให้คำแนะนำหรือข้อเสนอแนะแก่กรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการดำเนินการตรวจสอบการทุจริตในสหกรณ์ทั่วประเทศเมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา พบปัญหามีความหละหลวม ไม่มีการบูรณาการร่วมกันอย่างจริงจัง

ดังนั้น ตนในฐานะที่กำกับดูแลกรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงเข้ามาแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อระเบียบต่างๆ ที่ต้องอาศัยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นที่มาของการตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ชุดนี้ขึ้นมา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก และขณะนี้ได้มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ขึ้น ซึ่งตั้งอยู่ชั้น 2 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยศูนย์ดังกล่าวจะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลการทุจริตในสหกรณ์ ติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาการทุจริตในสหกรณ์เป็นรายกรณี ใช้เป็นวอร์รูมในการประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ ป้องกันความเสียหายที่จะลุกลามขยายวงกว้าง มากขึ้น พร้อมทั้งสรุปผลรายงานต่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยตรง เพื่อจะใช้เป็นข้อมูลสำหรับนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้ทันกับสถานการณ์

ทั้งนี้ ในการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าควรมีแนวปฏิบัติในการตรวจสอบการทำงานของสหกรณ์ รวมถึงรูปแบบในการส่งเรื่องดำเนินคดีและรูปแบบในการติดตามทรัพย์ ยึด-อายัดทรัพย์ให้เป็นรูปแบบที่ชัดเจน เพื่อให้ทุกสหกรณ์และผู้เกี่ยวข้องยึดเป็นแนวปฏิบัติเดียวกัน เพื่อให้การขับเคลื่อนเดินหน้าอย่างรวดเร็ว ดังนั้น จะประสานกับดีเอสไอและปปง. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดำเนินคดีและมองเห็นช่องโหว่ความล่าช้าของกฎหมายและระเบียบสหกรณ์ได้เป็นอย่างดี โดยจะหารือร่วมกันและวางเป็นโมเดลแก้ปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ต่อไป เพื่อลดความเสียหายของสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

“ในการหารือคณะกรรมการฯ ชุดนี้ ได้มีการหยิบยกประเด็นการทุจริตของสหกรณ์ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จำนวน 58 สหกรณ์ จากทั้งหมด 252 สหกรณ์ จึงขอให้ทางตำรวจเข้าช่วยติดตามความคืบหน้าของคดีทั้งหมด เพื่อไม่ให้เกิดคอขวดหรือความล่าช้าในการเข้าตรวจสอบข้อมูลการทุจริตของสหกรณ์ในแต่ละแห่ง หากสะสางจุดนี้ได้ ก็จะส่งผลต่อการสืบสวนในชั้นต่อไปได้เร็วขึ้น เนื่องจากพบว่าบางคดีติดค้างอยู่ในชั้นการสอบสวนของตำรวจเป็นเวลานาน 4-5 ปี” รมช.มนัญญา กล่าว

ด้านนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า การดำเนินงานของสหกรณ์มีสินทรัพย์ทั้งหมด 3.58 ล้านล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ก.ย. 64) และเติบโตขึ้นปีละ 200,000 ล้านบาท มีสมาชิกรวม 12 ล้านคน ดังนั้นการป้องกันการทุจริตและความเสียหายจึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมามีการทุจริตเกิดขึ้นมาโดยตลอด เนื่องจากมีช่องว่างทางกฎหมายหรือระเบียบปฏิบัติ ดังนั้น การตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ จึงเป็นแนวทางที่จะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ให้ดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและเป็นการป้องปรามไม่ให้เกิดขึ้นอีก ซึ่งทุกหน่วยงานพร้อมที่จะสนับสนุนและช่วยเหลือกระทรวงเกษตรฯ ในการสะสางปัญหาครั้งนี้

จากการตรวจสอบข้อมูลข้อบกพร่องทุจริตของสหกรณ์ในภาพรวมทั้งประเทศมีจำนวน 252 สหกรณ์ ยอดความเสียหายรวม 18,000 ล้านบาท แยกเป็นสหกรณ์ในภาคการเกษตร 148 แห่ง มูลค่าความเสียหาย 2,092 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นสหกรณ์การเกษตร 140 แห่ง 1,964 ล้านบาท สหกรณ์ประมง 2 แห่ง 3.97 ล้านบาท สหกรณ์นิคม 6 แห่ง 99.91 ล้านบาท และสหกรณ์นอกภาคการเกษตร (ออมทรัพย์ ร้านค้า เครดิตยูเนี่ยน และบริการ) จำนวน 104 แห่ง มูลค่าความเสียหาย 18,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ จำนวน 40 แห่ง มูลค่าความเสียหาย 3,300 ล้านบาท และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน 37 แห่ง มูลค่าความเสียหาย 13,333 ล้านบาท โดยการทุจริตในระบบสหกรณ์มักจะทุจริตกันในระดับฝ่ายจัดการและระดับกรรมการบริหารสหกรณ์ ส่วนในระดับสมาชิกนั้น หากในระดับจัดการหรือระดับบริหารมีการควบคุมที่ดี ทำให้สมาชิกเกิดการทุจริตได้น้อย การรวบรวมข้อมูลความเสียหายที่เกิดขึ้นจากปัญหาการทุจริตในระบบสหกรณ์ครั้งนี้ของสหกรณ์การเกษตรและสหกรณ์ออมทรัพย์มาจากการสั่งการให้ทุกจังหวัดรวบรวมเข้ามาตัวเลขทุจริตเหล่านี้นำมาใช้เป็นข้อมูลในการแก้ไขตามกรณีแต่ละสหกรณ์

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ประมวลผลโดยแยกประเด็นการทุจริตของสหกรณ์ แบ่งออกได้ 11 ประเด็น ได้แก่ ทุจริตเกี่ยวกับเงินสด 11% ทุจริตเกี่ยวกับเงินฝากของสหกรณ์ 6% ทุจริตเกี่ยวกับเงินรับฝากของสมาชิก 9% ทุจริตเกี่ยวกับเงินกู้ 21% ทุจริตเกี่ยวกับธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย 13% ทุจริตเกี่ยวกับธุรกิจรวบรวม 5% ทุจริตเกี่ยวกับธุรกิจบริการ/ส่งเสริมการเกษตร 1% เบิกค่าใช้จ่ายเป็นเท็จ 1% นำทรัพย์สินของสหกรณ์ไปขายโดยมิชอบ 0% นำเงินไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวแล้วบันทึกบัญชีเป็นเงินยืมทดรอง 2% ทุจริตประเด็นอื่นๆ 11% ซึ่งจะเห็นได้ว่า รูปแบบการทุจริตในสหกรณ์จะแยกเป็นการทุจริตเกี่ยวกับเงินกู้จะมากที่สุด รองลงมาเป็นการทุจริตเกี่ยวกับการจัดหาสินค้ามาจำหน่ายและทุจริตเกี่ยวกับเงินสดตามลำดับ ปัจจุบันได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาจนได้รับการชดใช้ความสียหายจากการทุจริตมาโดยลำดับ ตัวเลข ณ วันที่ 1 มิถุนายน 2565 เหลืออยู่ 18,333 ล้านบาท โดยมีสหกรณ์ที่ได้รับความเสียหาย 252 แห่ง แต่เมื่อเทียบกับสหกรณ์ในประเทศทั้งหมด 6,000 กว่าแห่งที่ยังดำเนินการปกติ จำนวนสหกรณ์ 252 แห่งที่มีการทุจริต เทียบได้ยังไม่ถึง 1% ของจำนวนสหกรณ์ที่มีอยู่ในประเทศไทยทั้งหมด

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ที่ผ่านมา นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นอีก 3 คณะ ได้แก่ 1.คณะทำงานสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีเกิดการทุจริตในสหกรณ์ มีอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นประธานคณะทำงาน ร่วมกับผู้แทนจาก ปปง. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนการทุจริตในสหกรณ์ รวบรวมพยานหลักฐานและสรุปผลการสืบสวนสอบสวนเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ 2.คณะทำงานรวบรวมและตรวจสอบกรณีทุจริตของสหกรณ์ มีนางบริสุทธิ์ เปรมประพันธ์ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานคณะทำงาน ร่วมกับรองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ นักวิชาการตรวจสอบบัญชีจากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่กลุ่มตรวจการสหกรณ์ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ทำหน้าที่ศึกษาวิเคราะห์มูลเหตุของการเกิดทุจริตในสหกรณ์ ปัญหาอุปสรรคที่ทำให้การแก้ไขเกิดความล่าช้า รวมถึงพิจารณาเสนอแนวทางการตรวจสอบ พร้อมทั้งวางมาตรการป้องกันการทุจริตในสหกรณ์ และการแก้ไขปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อทำข้อเสนอแนะการแก้ไขปัญหาทุจริตในสหกรณ์แก่คณะกรรมการฯ เพื่อให้การแก้ไขเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และ 3.คณะทำงานปรับปรุงระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการตรวจสอบงบการเงิน กรรมการและผู้บริหารสหกรณ์ มีนายสรรเสริญ อัจจุตมานัส ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย อดีตเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นประธานคณะทำงาน ร่วมกับผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการบัญชีและการสอบบัญชี กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ผู้แทนจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารการเงินสหกรณ์ และนิติกรชำนาญการพิเศษ จากกรมส่งเสริมสหกรณ์ทำหน้าที่ในการทบทวนระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวกับการตรวจสอบงบการเงิน กรรมการและผู้บริหารสหกรณ์ และรายงานผลต่อประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ พร้อมทั้งเชิญผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาให้คำแนะนำหรือข้อเสนอแนะเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาการทุจริตสหกรณ์

สำหรับความคืบหน้าการแก้ไขการทุจริตของสหกรณ์ออมทรัพย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขณะนี้ได้ติดตามยึดอายัดทรัพย์เบื้องต้น 300 ล้านบาท คงหลือติดตามตัวผู้กระทำผิดมารับโทษ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีการตั้งคณะกรรมการปฏิบัติหน้าที่แทน คณะกรรมกรสหกรณ์ชุดก่อนหน้านี้ ซึ่งนายทะเบียนสหกรณ์ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติการหน้าที่ชั่วคราวเพิ่มอีก 30 วัน และขณะนี้การดำเนินคดีอยู่ระหว่างที่ สน.นางเลิ้งร่วมทำงานกับกรรมการชุดปฏิบัติหน้าที่แทนเพื่อรวบรวมข้อมูลรายบุคคลที่จะนำส่งเรื่องเข้าไปดำเนินคดี นอกจากนั้น กรณีการทุจริตสมาชิกสหกรณ์ที่เกิดก่อนวันที่ 1 ม.ค.2565 ทางสหกรณ์ออมทรัพย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการคืนเงินเข้าระบบบัญชีสมาชิกเรียบร้อยแล้ว สำหรับกรณีสมาชิกที่โดนทุจริตตั้งแต่ 1 ม.ค.2565 เป็นต้นไป ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการต่อไป จึงขอความร่วมมือสมาชิกที่ต้องการถอนเงินที่ได้คืนว่ามีเงื่อนไขเบิกถอนได้บัญชีละไม่เกิน 2 ล้านบาท