สมคิดปาฐกถาครั้งแรกในรอบ 2 ปี ห่วง 6 ปัญหาฉุดอนาคตประเทศไทย ชูการเมืองสายกลาง

19

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการที่ปรึกษามูลนิธิสัมมาชีพ กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “สัมมาชีพกับประเทศไทย หัวใจในการขับเคลื่อนประเทศ” ที่โรงแรมรามา การ์เด้นส์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2565

เวลาเกือบ 2 ปีแล้ว ที่ผมไม่เคยพูดหรือบรรยายในที่สาธารณะใดๆ เลย นับแต่พ้นจากการเมืองมา ตั้งใจไว้ว่าเมื่อพ้นแล้วก็ให้พ้นเลย ขอใช้ชีวิตอย่างประชาชนเต็มขั้น และเพื่อฟื้นฟูสุขภาพของตนเองจะได้เห็นลูกหลานเติบโตต่อไปได้นานๆ ความตั้งใจของผมต้องมาสะดุด เมื่อทางมูลนิธิได้ติดต่อมา บอกว่าขอให้มาบรรยายสักครั้งให้ลูกศิษย์ลูกหาได้เห็นหน้า และเพื่อให้เป็นเกียรติกับท่านประธานที่กำลังหมดวาระลง ครับ ผมจึงตัดสินใจมาในวันนี้ อย่าถือว่าเป็นปาฐกถาอะไรเลย เป็นการมาพูดคุยกันในฐานะสมาชิกของสัมมาชีพก็แล้วกัน

เมื่อสิบกว่าปีก่อน หลังจากพ้นจากการเมืองครั้งแรกในปี 2549 ผมได้ตั้งมูลนิธิขึ้นมา 2 มูลนิธิ โดยร่วมกับน้องๆ และลูกศิษย์ลูกหา คือมูลนิธิอนาคตไทยศึกษา และมูลนิธิสัมมาชีพ ในเวลาใกล้เคียงกัน มูลนิธิหนึ่งมุ่งหวังจะให้เป็นแหล่งระดมความคิดดีๆ จะนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศ อีกมูลนิธิหนึ่งเพื่อให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมฐานรากให้เข้มแข็ง

ทั้งสองมูลนิธินี้ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากคำแนะนำจากท่านอาจารย์ประเวศ (วะสี) ทั้งสิ้น

ยังจำได้ว่าท่านบอกผมว่าบ้านเราขาด think tank สมคิดรู้จักคนในหลายวงการ ให้ระดมมาช่วยกัน ในขณะเดียวกันท่านก็บอกกับผมว่า การทำให้ภาคประชาชนให้เข้มแข็ง มีสัมมาชีพเต็มพื้นที่จะช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจและช่วยลดความเหลื่อมล้ำในประเทศ ภาคประชาชนได้พยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งก็มีข้อจำกัดทั้งเรื่อง know how ทั้งเรื่องกลไกการบริหารจัดการสมัยใหม่ ควรจะต้องให้ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐมาสนับสนุน นั่นคือที่มาของมูลนิธิสัมมาชีพ และท่านก็ได้กรุณามาเป็นประธานที่ปรึกษาและท่านก็ให้ความกรุณาอัดวิดีโอมาให้พวกเราฟัง ท่านอายุ 91 แล้ว พบท่านเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ยังแข็งแรง ก็ขอให้ท่านมีสุขภาพดี คนที่เป็นปราชญ์ที่แท้ ไม่ใช่ประเภทลักจำ ไม่ใช่หาได้ง่ายๆ ยิ่งคนดีที่สามารถรักษาความดีอุทิศตนให้กับสังคมโดยไม่เสื่อมตลอดทั้งชีวิตนั้น ยิ่งหาได้ยากใหญ่

ผมห่างการเมืองและหน้าที่ความรับผิดชอบไป 2 ปี ใน 2 ปีมานี้ แม้ไม่ยาวนานนัก แต่มีหลายสิ่งที่ได้เกิดขึ้นและมีพัฒนาการไปในทิศทางที่น่าห่วงใย ผมใคร่จะขอใช้โอกาสนี้หยิบยกมาเพียงบางประเด็นที่คิดว่าพวกเราคนไทย ควรจะตระหนักและช่วยกันดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ

ในประการแรก ผมรู้สึกว่าโลกที่เราอยู่นี้มีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนมากขึ้นทุกขณะ เมฆหมอกแห่งความไม่แน่นอนหนาแน่นขึ้นมาก จนยากที่จะจินตนาการอนาคตให้ชัดเจนได้

ภาวะโรคระบาดโควิดซึ่งเริ่มมากว่า 2 ปีแล้ว เคยคาดว่าโลกจะควบคุมมันได้ หากเราค้นพบวัคซีนที่ดีและเร่งอัตราการฉีดวัคซีนได้มากพอ มาวันนี้ก็ยังไม่มีวี่แววจะยุติมันได้ จนแทบทุกประเทศต้องยอมที่จะอยู่กับมันเพราะเกรงความเสียหายทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น หากยังคงใช้แนวทาง lock down ซึ่งส่งผลกระทบที่รุนแรงมาก ทั้งด้าน demand และ supply จนเกิดความชะงักงันทางเศรษฐกิจ สถานะการเงินการคลังของประเทศ ผู้คนตกงานสร้างความยากจนเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า การประกาศเป็นโรคประจำถิ่นแท้จริงคือการยกธงขาว จำต้องเปลี่ยนแนวทางรับมือ ประเทศส่วนใหญ่ ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและการเมืองไม่สามารถจะรับมือไหว จึงต้องอยู่กับมัน และรับมือด้วยวิธีการบริหารจัดการที่ดีพอ นั่นคือการพัฒนาและจัดหาวัคซีนที่เพียงพอ ความพร้อมของหน้ากากอนามัย การตรวจเชิงรุก และมียาพร้อม หากคนไข้มีอาการหนัก มีสถานรักษาที่เพียงพอ หากต้อง lock down ก็ทำเฉพาะจุดไป เพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังสามารถดำเนินไปได้

แต่ในประเทศที่วัคซีนไม่พร้อม อัตราการฉีดต่ำ ไม่ตรวจหาเชิงรุก ยาไม่พร้อม สถานพยาบาลไม่พอ แล้วประกาศเป็นโรคประจำถิ่นโดยไม่มีแผนการรองรับ ก็คือสภาวะตัวใครตัวมัน พลาดก็ติด แข็งแรงก็รอด หากอ่อนแอก็ตาย จะมีก็จีนนี่แหละที่ฮึดสู้ เพราะเขามั่นใจในฐานะทางการเงินการคลัง ความสามารถพึ่งตนเอง ไม่ต้องง้อใคร และระเบียบวินัยในประเทศก็เข้มแข็งพอ จึงต้องการกำจัดการระบาดให้ต่ำสุด เพราะรู้ว่าการระบาดของโรคนั้น หากคุมไม่ได้มันจะจบที่ความระส่ำระสายทางการเมืองซึ่งเขายอมไม่ได้ โลกภายใต้สภาพการณ์ที่การระบาดและการกลายพันธุ์ยังไม่นิ่ง ไม่มีวัคซีนที่ชะงัดพอ ย่อมทำนายอนาคตได้ยากมาก

ภาวะสงครามที่เกิดขึ้นที่ยูเครน ก็ยากที่จะคาดเดาผลบั้นปลาย เพราะผู้ที่ติดตามประวัติศาสตร์การเมืองโลกอย่างใกล้ชิด จะรู้ว่ามันไม่ใช่สงครามที่เกิดเพราะอุบัติเหตุ ที่ทุกฝ่ายจะเร่งยุติก่อนลุกลาม แต่กรณียูเครนเกิดโดยตั้งใจและอย่างมีเป้าหมาย ตราบใดที่เป้าหมายไม่บรรลุ อย่าเพิ่งนับศพทหารและพลเรือน ฉะนั้น ผลทางเศรษฐกิจที่จะตามมานั้นยังต้องดูกันต่อไป ตอนนี้เราเห็นราคาพลังงาน และภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งทะยาน การค้าโลกที่จะชะลอตัวลงแน่นอน กระทบทั้ง growth และ stability แต่ผลสงครามต่อสภาพสังคมและการเมืองของแต่ละประเทศ กำลังจะตามมา และที่สำคัญที่สุดไม่มีใครแน่ใจได้ว่าสงครามใหญ่จะไม่ปะทุ เพราะยูเครนเป็นเพียงหมากการเมืองหนึ่งเท่านั้นในแผนภูมิของภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังเปลี่ยน

New establishment กำลังมา ขณะที่ old establishment ไม่ยินยอม เราทำนายได้ยากว่าจะจบที่ตรงไหน เมื่อไร แต่ช่วงเวลาจากนี้ stability เกิดยาก

instability จะมาแทน growth ความท้าทายคือ จะบริหารจัดการอย่างไรเพื่อให้มี stability และมี growth พอพยุงเศรษฐกิจและการจ้างงาน

Instability ที่น่ากังวลที่สุดคือ instability ทางสังคมและทางการเมืองที่จะตามมา เพราะผู้จะถูกผลกระทบหนักที่สุดจากปัญหาเศรษฐกิจคือคนที่ยากจน ที่ต้องเผชิญการตกงาน ปัญหาข้าวยากหมากแพง การแก้ปัญหาที่ไม่ทันการ ย่อมสั่งสมความไม่พอใจและความโกรธแค้น เป็นชนวนอย่างดีต่อการปลุกกระแสสังคมและการเมือง เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในหลายๆ ประเทศโดยเฉพาะประเทศที่มีช่องว่างแห่งความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมสูง หากภาวการณ์โรคระบาดและภัยสงครามยังไม่นิ่ง instability ทางสังคมและการเมืองจะเป็นสิ่งที่ตามมา บางประเทศโดยเฉพาะ emerging countries ที่อ่อนแออาจเริ่มประสบปัญหาจากปริมาณหนี้และความผันผวนทางการเงิน อนาคตจึงไม่อาจจินตนาการได้ ที่บอกว่าเราอยู่ใน new normal ยังครับ ขณะนี้ที่แน่ๆ คือไม่ normal ไม่รู้จะไปถึงจุดไหนจึงจะเป็น new normal ต้องระมัดระวัง

ข้อห่วงใยประการที่สอง เราต้องตระหนักว่า เศรษฐกิจไทยขณะนี้กำลังเผชิญภาวะที่ไม่ปกติ ให้ตระเตรียมรับสถานการณ์ที่อาจหนักกว่าเดิม:

เหตุการณ์ covid ที่ผ่านมา 2 ปีเต็ม ได้ทำให้สถานการณ์การเงินการคลังของประเทศ เข้าสู่จุดที่ตึงตัวเป็นอย่างยิ่งจากภาวะความจำเป็นในการกู้ยืม การใช้จ่ายเพื่อการดูแลประชาชนและประคองเศรษฐกิจของประเทศในขณะที่การหารายได้มีข้อจำกัด แน่นอน

ย่อมทำให้สถานะการเงินการคลังของประเทศเปราะบางลง และยิ่งสถานการณ์ยังไม่จบ และอาจเผชิญแนวโน้มที่จะหนักกว่านี้ เพราะมี global inflation มาซ้ำเติม เราต้องตระหนักเลยว่าสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญนี้ไม่ใช่ภาวะปกติ การบริหารจัดการจะต้องเป็นการบริหารในภาวะวิกฤตจริงๆ

จะทำอย่างไรที่จะให้เงินกู้ยืมและการใช้จ่ายไม่เพียงเป็นการช่วยเหลือเพื่อกระตุ้นการบริโภค แต่ต้องสามารถกอบกู้ให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวได้ ธุรกิจกลับมาเดินต่อได้เพื่อให้คนมีงานทำมีรายได้ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่เข้าไม่ถึงทุน ต้องล้มหายตายจากไป การอาศัยกลไกของธนาคารชาติและธนาคารพาณิชย์ในสถานการณ์ปกติไม่สามารถไปถึงพวกเขาได้ การสร้างกลไกนอกรูปแบบจะเป็นสิ่งท้าทายและจำเป็นมาก

สถานการณ์ทางการคลังที่นับวันแต่จะตึงมากขึ้นอันเนื่องมาจากภาระค่าใช้จ่ายที่หนักหน่วงขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งต้องบริหารทรัพยากรอย่างบูรณาการ ไม่แยกส่วน การจัดลำดับความสำคัญ และความจำเป็นจะต้องมาก่อน การ review และจัดสรรงบประมาณจะสำคัญที่สุด จริงๆ แล้วการจัดทำงบประมาณ รัฐบาลมี 4 สถาบัน ประกอบด้วย คลัง แบงก์ชาติ สภาพัฒน์ และสำนักงบประมาณ การจัดสรรต้องเป็นการจัดสรรในยามวิกฤต จะต้องมีชุดพิเศษเพื่อบริหารจัดการเป็นพิเศษ การบริหารการเงินการคลังจะต้องให้มั่นใจได้ว่าทุกบาททุกสตางค์ที่ใช้นั้นคุ้มค่า จะสามารถขับเคลื่อนให้ประเทศเดินหน้าได้ และสามารถสร้างรายได้กลับมาในอนาคต เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะสามารถฟื้นสภาวะการเงินการคลังของประเทศในอนาคต 4 สถาบันต้องเข้มแข็งและกล้านำเสนอรัฐบาลในแนวทางที่เชื่อว่าจะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่สุด ไม่ต้องสนใจงบผูกพัน อะไรไม่จำเป็นให้ชะลอหรือยกเลิก และต้องระมัดระวังมือที่มองไม่เห็นมาใช้กลไกงบประมาณในยามวิกฤตเช่นนี้ไปเพียงเพื่อผลทางการเมือง

ภาวะข้าวยากหมากแพงโดยเฉพาะการทะยานของราคาแม้จะมาจากปัจจัยภายนอก แต่ก็ต้องมีการบริหารจัดการที่จริงจังเด็ดขาด มีเจ้ามือรับผิดชอบ และด้วยความร่วมมือกับเอกชน จึงจะช่วยลดการทะยานอย่างไร้ขอบเขต หรือเกิด spiral inflation จนยากจะดึงกลับมาได้การบริหารจัดการ การเฉลี่ยทุกข์สุข และสื่อสาร บวกความกล้าที่จะตัดสินใจ

รัฐบาลจากวันนี้จะต้องเป็นรัฐบาลภายใต้ภาวะวิกฤต เพื่อให้ชาติรอดไม่ใช่รัฐบาลรอด ยิ่งในสถานการณ์ที่ทุกอย่างยังไม่จบ การบริหารจัดการอย่างรอบคอบและตระเตรียม for the worse เป็นสิ่งจำเป็น

สมมุติสงครามลากยาว โควิดไม่จบ ดอกเบี้ยสูง และยังจะขึ้นอีก เงินเฟ้อก็สูงตาม และถึงแม้คุณจะคุมระดับราคามิให้ทะยานโดยไร้เหตุผล แต่ต้นทุนการผลิต และระดับราคาจะลดลงในเร็ววันหรือ คงจะยากกระมัง กระแสการสวนโลกาภิวัตน์เพื่อความมั่นคงปลอดภัย โดยดึงฐานการผลิตกลับบ้านย่อมทำให้ต้นทุนสูง

Supply chain ที่ติดขัด วัตถุดิบในการผลิตที่แพงขึ้น จะลดลงในเร็ววันหรือ ผมเชื่อว่าชาติที่อยู่รอดจะเป็นชาติที่เตรียมการล่วงหน้า หนึ่งต้องพยายามให้พึ่งตนเองได้มากที่สุด โดยเฉพาะอาหารและสิ่งจำเป็นในการดำรงชีพ สอง ต้องหาทางปรับกระบวนการผลิต ปรับประเภทวัตถุดิบ เพื่อให้ต้นทุนถูกลง สาม พยายามหาแหล่งพลังงานราคาถูกสี่ ตระเตรียมงบพิเศษยามจำเป็น โดยเฉพาะการช่วยเหลือคนยากจน เพราะเขาจะลำบากที่สุด เราไม่ได้มองในแง่ร้าย แต่เราต้องเตรียมตัว ครับ ผมย้ำแล้วย้ำอีกว่าตระเตรียมเผชิญสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่า และอาจต้องเลิกฝันหวานว่าโลกจะกลับมาเหมือนเดิมในเร็ววัน

เพราะไม่รู้ปัญหาจะจบลงเมื่อไร แต่รู้จากนี้สิ่งที่ต้องเจอก็คือ ภาวะเศรษฐกิจถดถอย การจ้างงานจะมีน้อย เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง เห็นชัดแล้วมาทุกสิ่งเกิดขึ้นแล้ว ผมไม่ได้โทษรัฐบาล และไม่โทษใครทั้งนั้น แต่จะชี้บอกว่า ระดับราคาที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จากพลังงานและอาหาร รวมทั้งโภคภัณฑ์ ไม่ว่าจะโดยสาเหตุใดก็แล้วแต่ แม้ว่ามันจะมาจากปัจจัยภายนอก แต่จะต้องบริหารจัดการให้ดี ไม่มีคำลอยตัวอิสระ (free flow) เพราะถ้าไม่ดูแลให้ดีๆ ก็จะเกิดภาวะเงินเฟ้อสูงอย่างต่อเนื่อง (spiral inflation) แล้วจะดึงลงมาได้ลำบาก ประเทศก็จะเสียหาย

ดังนั้น ลักษณะของการดูแลบริหารจัดการ ทุกอย่างนั้นมีคำตอบ มีทางออก บางฝ่ายกระทบมาก และบางฝ่ายอาจกระทบน้อย ต้องมีการพูดจาและทำความเข้าใจ ให้รู้ว่าบ้านเมืองต้องมาก่อน ยกตัวอย่างง่ายๆ เรื่องพลังงาน นั้นมีตัวแปรอยู่ไม่กี่ตัว เรื่องวัตถุดิบ เรื่องของสูตรการผสม เรื่องค่าการตลาด ภาษี และการอุดหนุน สิ่งเหล่านี้จะปล่อยเรื่องไปไม่ได้ จะต้องเข้าไปบริหารจัดการ สิ่งที่เคยทำให้ภาวะปกติ จะมาใช้กับตอนนี้ไม่ได้ ทุกอย่างจะเป็นไปอัตโนมัติอย่างเดิมไม่ได้ เมื่อมีการกระทบ ต้องดูว่าจะช่วยเหลือกันอย่างไร

เพราะฉะนั้น ภาวะเงินเฟ้อ (inflation) เป็นภาวะที่หลายชาติกลัวมาก ของเรายังถือว่ายังขึ้นไม่เท่าไร ยังอยู่ที่กว่า 4% ในขณะที่บางประเทศทะลุ 10% ไปแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ซึ่งเขาไม่กลัวเรื่องการขยายตัวการเติบโตเท่าไร เพราะสามารถผลิตธนบัตรได้เอง แต่สิ่งที่กลัวคือ ภาวะเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยที่ขึ้นมาแล้วอาจจะสูงขึ้นไปอีก และนี่คาดสิ่งที่คาดคะเนได้

หนทางของเศรษฐกิจนั้น เห็นแล้วว่าน่าเป็นห่วง แต่มันยังไม่จ